2011/Feb/22

หลังๆ blog เป็นอะไรที่แทบไม่มีการ update ตั้งแต่ facebook เกิดฮิตขึ้นมา  วันนี้นั่งอ่านๆ เรื่อง SEO แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าไอ้ blog เรามัน pagerank เท่าไรหว่า  พอมาเช็คดูปรากฏว่าได้ PR4   สูงกว่าเว็บของตัวเองและหลายๆ เว็บแบบแปลกๆ ทั้งๆ ที่ blog แทบไม่ update และไม่ได้ทำอะไรเพื่อ SEO เลย   ไอ้เรื่องพวกนี้บางทีมันก็แปลกๆ งงๆ เนอะ
 
edit: จ๊าก  เพิ่งเห็นว่าบางหน้าโดน comment spam ปาไป 2 พันกว่า comment...   มันทำเพื่อ SEO ล้วนๆ เห็นๆ  แถมหน้านั้นโดน de-index จน pagerank หายไปเลย  ไม่ได้เกี่ยวไรกะตูแท้ๆ

edit @ 22 Feb 2011 15:51:03 by AccBLue

 

 

test

edit @ 2 Sep 2016 17:36:22 by AccBLue

edit @ 2 Sep 2016 17:36:35 by AccBLue

 

dddddddd

 

edit @ 31 Oct 2016 12:14:35 by AccBLue

2010/Jul/31

 live from beijing

 อยู่ปักกิ่งมาได้ 3 วัน พบว่า

 

ข้อเสียของคนจีน

-  ไม่ค่อยมีความเกรงใจ ทั้งแซงคิวขวางทาง ฯลฯ 
-  ขากถุยได้ทุกแห่ง
-  หลายคนตัวเหม็น ท่าทางขี้เกียจอาบน้ำ
-  ราคาของตั้งไว้แบบฟันเนียน บอก 40 ต่อเหลือ 20 ยังได้  (ตลาดรัสเซียโหดกว่านี้)  ที่ๆ ทุบก็ไม่มีเกรงใจ (ที่ดีๆ ก็พอมี)
-  อาหารมัน จืด เค็ม เผ็ด  มีรสอยู่แค่นี้ ร้านที่ทำอาหารเป็น ตอนนี้เจอร้านนึง  ราคาไม่แพง ปริมาณเยอะ อร่อย  นอกนั้นที่เจอ โขกสับเนียน

จริงๆ ถือว่าน้อยลงมากเทียบกับเมื่อก่อนที่เคยมา  แต่ก็นะ..

 

มาดูข้อดีบ้าง

ข้อดีของคนจีน

- หมวย
- ขาว
- สาวแว่นสุดยอด

 

2010/Jan/24

รีบเขียนต่อก่อนจะขี้เกียจ  ตอนนี้เน้นรูปแทน

      หลังออกจากถ้ำดาวดึงส์ประมาณบ่ายสี่  เราก็รีบบึ่งต่อไปสังขละฯ ก่อนมืด   เส้นทางช่วงเข้าสังขละเป็นถนนสองเลนแคบๆ ซะส่วนใหญ่  และมีเนินขึ้นๆ ลงๆ เขาเยอะพอควร   ด้วยความที่รถแบกน้ำหนักคนตัวควายๆ 4 คน  จึงแทบคลานขึ้นไปในเนินบางช่วง   สุดท้ายก็ไปถึงสังขละประมาณ 6 โมงเย็น กับน้ำมันที่เหลือแค่ขีดเดียว

Next Stop ... เจดีย์พุทธคยา

    

     เจดีย์พุทธคยา... เอ่อ  ก็เป็นเจดีย์ที่คนมาเที่ยวสังขละทุกคนต้องไปแวะ  เพราะในสังขละมันมีที่ให้เที่ยวแค่เจดีย์กะสะพานมอญ  เลยเป็นไฟต์บังคับให้ลงไปถ่ายรูปซะหน่อย เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง   ด้วยความรีบๆ เลยไม่ได้อ่านแต่เดาว่าหลวงพ่อที่วัดนี้เป็นผู้ริเริ่มสร้างสะพานมอญขึ้น(มั้ง)


แมวแถวนั้น

ถ่ายไปถ่ายมาได้ซํก 10 นาที  ก็รีบทำเวลาไปต่อที่สะพานมอญ หรือสะพานไม้ยอดฮิตแห่งสังขละ


Next stop... สะพานมอญ

     หลังจากขับรถหาหลงไปมาทางไปสะพานอยู่พักนึง  เราก็ได้ไปจอดรถตรงตีนสะพานจนได้  โดยแถวนั้นจะมีแพพักกลางน้ำอยู่ด้วย  ราคาคืนละ 700 บาท แต่ไม่มีไฟฟ้า และดูแล้วแถวแพออกจะขยะเยอะ เราเลยไปหาที่พักที่อื่นที่มันสบายๆ ดีกว่า   (แต่ฝั่งตรงข้ามของสะพานจะมีแพที่ดูดีกว่าและมีไฟฟ้า ราคาไม่รู้เพราะไม่ได้ถาม)   

 


แพที่พัก ฝั่งตรงข้ามก็มีแต่ดูดีกว่า

 
บรรยากาศโดยรอบ มองจากสะพาน

สะพานไม้  ช่วงนี้กำลังบูรณะเพิ่ม ส่วนต้นๆ โดนเปลี่ยนเป็นไม้ใหม่ไปแล้ว (สีแดงๆ ที่กองอยู่ข้างๆ)  ถ้าเปลี่ยนเป็นไม้ใหม่หมด  ความคลาสสิกของสะพานอาจจะหายไปก็ได้

 
มีคนพาน้องหมาล่องแพเล่นด้วย  หลังๆ ปล่อยให้หมาว่ายน้ำตามแพ

 เริ่มมืด ได้เวลาเผ่นไปหาที่พักก่อนจะไม่มีที่นอน  วันนี้บังเอิญตรงกับห้องหนอน pantip.com จัด trip มาที่นี่พอดี  ก็แอบเสียวๆ อยู่ว่าจะหาที่พักไม่ได้  แต่เอาเข้าจริงสังขละฯ ที่พักเยอะมาก  แถมยังมี 7-11 ใหญ่โตอยู่กลางตลาด  (ปั๊มน้ำมันสิยังหายากกว่า)   สุดท้ายก็ไปหาที่พักชื่อบ้านริมน้ำ  เพราะมีห้องพักริมน้ำแบบมีไฟฟ้าประปาให้ใช้  (ไม่ใช่แพนะ)   ค่าห้อง 700 บาทยัดเข้าไป 4 คน  นอนในถุงนอนซะสองคน


สภาพห้องพัก  ไม่มีแอร์ แต่อากาศเย็นจนไม่รู้จะใช้แอร์ทำไม

 

--- วันที่สอง ---


ตื่นแต่ 6 โมงเช้าแหกขี้ตามาถ่ายรูปคนเดียว   มองไกลๆ เริ่มจะเห็นคนไปเดินบนสะพาน

ถ่ายจนเริ่มฟ้าสาง  อากาศดีมีหมอก

ถ่ายอยู่มุมเดิมๆ จากห้องพักนี่ล่ะ


หมอกลอยจากน้ำ  ยามเช้าที่สังขละ อากาศดี หมอกสวย

 

ถ่ายรูปจนจะเจ็ดโมง  เพื่อนแม่งยังไม่ยอมลุกกัน  ปรกติชาวบ้านเค้าต้องไปถ่ายรูปพระบิณฑบาตรที่สะพาน  นี่ได้แต่ถ่ายแถวที่พักไปตามเรื่องตามราว  กว่าจะเสด็จออกมาจากที่พักกันได้ก็ 8 โมง

 
รถตากน้ำค้าง


ออกตัว 8 โมง ก็ยังว่างไปกินข้าวเช้าที่ตลาดก่อน  

 
ขนมจีนน้ำยามอญ  10 บาท

 

กว่าจะไปถึงสะพานอีกรอบ แน่นอน ไม่มีพระเหลือ  ชาวบ้านที่มาเที่ยวถ่ายรูปคณะอื่นก็เริ่มทยอยไปกินข้าว เออดี  ไม่ต้องแย่งกะใคร


ชาวบ้านแถวนั้นก็ยังใช้ชีวิตกับสายน้ำเป็นปกติแบบไม่แคร์สื่อ  (ถ้าไม่นับธุรกิจที่หากินกับนักท่องเที่ยว) 

 
บริเวณสะพานจะมีเรือรับจ้าง ราคา 3-400 บาทเหมาลำไปดูวัดจมน้ำ  หรือที่เรียกชื่อซะอย่างหรูว่าเมืองบาดาล


มาถึงแล้วก็ต้องไปนั่งเรือดูซธหน่อย  เอ้า  ซิ่งเลยพี่

ข้างทางมีเด็กกำลังซิ่งแพแข่งกัน


แล่นเรือไปได้ซักพักก็มาถึงวัดแห่งแรก 

      เดิมบริเวณนี้เคยเป็นหมู่บ้าน แต่หลังจากที่มีการสร้างเขื่อนเขาแหลม ก็ทำให้น้ำท่วมขึ้นมา  พวกวัดต่างๆ ที่อยู่บนที่สูงหน่อยก็เลยกลายเป็นจมน้ำครึ่งๆ กลางๆ เกิดเป็นที่เที่ยวทำรายได้ให้คนแถวนั้น   ในช่วงฤดูแล้งหน่อย ช่วงเดือน 3-4 จะสามารถลงไปเดินบริเวณวัดพวกนี้ได้เนื่องจากน้ำลดจนถึงพื้น


ตรงนี้เป็นจุดที่ลงไปเดินได้ถ้าน้ำลดมากๆ  เนื่องจากช่วงนี้น้ำยังสูง ลงเดินไม่ได้  ค่าเรือ 300 บาทเลยพาวนแค่นี้ 


เรือวนกลับมาที่ท่า  ตรงนี้คือสะพานอีกส่วนที่อยู่ติดๆกับสะพานมอญ  แต่เป็นสะพานยุคใหม่ มีปูนแข็งแรง  คิดว่าถ่าสะพานมอญบูรณะเป็นอย่างงี้ คนคงหายไปจากสังขละเยอะ

แถวสะพานมอญ เวลาคนไปเที่ยว มักจะมีรูปยอดฮิตอยู่แบบนึง คือเด็กกระโดดน้ำ  ซึ่งเด็กพวกนี้ก็เดินไปเดินมาอยู่แถวสะพานจนเชื่อว่าน่าจะมีบางคนรับจ้างกระโดดน้ำให้นักท่องเที่ยวถ่ายกันเป็นปกติ

 

Next  stop..  ปั๊มน้ำมัน

       หลังจากไปเที่ยวจนหมดโปรแกรม (ไม่ไปเจดีย์สามองค์เพราะเพื่อนที่เคยไปบอกว่าไม่มีอะไร)   ก็ได้เวลาเผ่นกลับ กทม. (โดยแวะมันทุกจุดที่ผ่านเท่าที่เวลาอำนวย)  แต่ก่อนนั้นได้เวลาหาปั๊มน้ำมันก่อนเพราะน้ำมันเหลือขีดเดียว และเส้นทางที่มาสังขละประมาณ 100 กม. ไม่เห็นปั๊มน้ำมันเลย  หลังจากใช้ GPS หาปั๊มน้ำมันใกล้สุดก็เจอปั๊ม ปตท.อยู่ปั๊มหนึ่งใกล้ๆ ตลาด   จึงรีบเผ่นไปเติมก่อนออกตัว

       ขณะที่เติมน้ำมันไปได้ 476 บาท  น้ำมันก็หมดปั๊ม  (บร๊ะเจ้าโจ๊ก  เคยเติมน้ำมันหมด ถังของป๊มมั๊ย  คาดว่าถ้ามาเติมน้ำมันช้ากว่านี้อีกนิดคงได้นอนสังขละต่ออีกคืนเพื่อรอเค้ามาลงน้ำมันเพิ่ม)  ถือว่าโชคดีไป อย่างน้อยก็มีน้ำมันพอจะไปถึงปั๊มถัดไปได้


 Next  stop.. จุดชมวิวข้างทาง


จุดชมวิวข้างทาง ที่น่าจะเป็นเขื่อนเขาแหลม   ไม่มีอะไรมากาย แค่จุดชมวิวธรรมดา


Next  stop..จุดชมวิวเขาแหลม

     หลังจากผ่านจุดชมวิวแรก ก็มีป้ายจุดชมวิวอีกแห่ง  ซึ่งเราก็ตั้งเป้าจะแวะมันไปเรื่อยระหว่างทาง  ก็เลยขับแวะเข้ามา แต่หลังจากเข้ามาประมาณ 4-5 ร้อยเมตร  ไอ้ป้ายจุดชมวิวตะกี้ มันเปลี่ยนเป็นป้ายอุทยานแห่งชาติเขาแหลมไปซะฉิบ  เฮ้ย  เข้ามาจุดชมวิวไหงกลายเป็นอุทยานแห่งชาติวะ  แถมด้วยด่านเก็บเงินข้างหน้าอีกแล้วดีไปที่เค้าไม่เก็บตังค์ (ด้วยสาเหตุอะไรไม่รู้ อาจจะเลิกเก็บไปแล้ว)


มีแพล่มอยู่ด้วย (แพ-ล่ม แพ-ล่ม ... จะอ่านว่า "แพล่ม" ตลอดเลยแฮะ)

 
มีจุดให้ลงไปเล่นน้ำ

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม  ดูๆ ไปแล้วก็เป็นเขื่อนดีๆ นี่เอง  แต่น้ำใสดูน่าเล่นกว่าที่สังขละเยอะ

น้ำเขียวๆ

เนื่องจากรถจอดอยู่ไกลและไม่มีใครหยิบกางเกงว่ายน้ำมา  เลยออกตัวต่อ ไม่เล่นน้ำ


Next  stop.. น้ำตกเกริงกระเวีย

    น้ำตกชื่อพิลึกที่อยู่ระหว่างทางไปสังขละ  ถือว่าเป็นจุดแวะที่ดูใหญ่โตพอควร  มีร้านขายข้าวอยู่ด้านหน้า เมื่อผ่านมาถึงก็ได้เวลากินข้าวเที่ยงพอดี


ตัวน้ำตกเน้นกว้างแต่ไม่เน้นสูง   มีจุดแบบนี้อยู่หลายจุด 

 
ฝรั่งแช่บ๊วยเขียวๆ สดใส


Next  stop.. ถ้ำละว้า

      หลังออกจากน้ำตกเกริงกระเวีย  ขับมาเรื่อยๆแต่ที่เที่ยวที่อยู่ฝั่งเดียวกันไม่ค่อยมี  จนมาถึงน้ำตกไทรโยคน้อยอีกครั้ง  เราก็เหลือบไปเห็นป้ายถ้ำบาดาล  ชี้ว่ามีถนนขึ้นไปได้  เอาละวา ไม่ต้องเดิน 2000 m.   ขับรถขึ้นไปก็สบายสิ  เลยลองวนเข้าไปดู แล้วก็เจอทางชันนรกและเป็นทางดิน  รถเก๋งแบกน้ำหนักอ้วนๆ เลยต้องยอมถอย  เปลี่ยนเป้าหมายไปที่ถ้ำถัดไป คือถ้ำละว้าแทน

      จากถนนใหญ่ กว่าจะเข้ามาถึงถ้ำละว้า น่าจะอยู่ห่างซํก 15 กม.บนทางที่มีป้ายไม่ค่อยละเอียดนัก  และเนื่องจาก GPS ถูกโอเชียนแย่งสายไฟไปชาร์จแปรงสีฟันอยู่  ทำให้หลงทางไปซักพัก กว่าจะมาถึงถ้ำละว้าได้  (ต้องขู่ว่าจะทิ้งแปรงสีฟันถ้าเสือกยังมาแย่งไฟ GPS อีก  สาดดด)

และแล้วก็มาถึงอุทยานแห่งชาติถ้ำละว้า  เสียค่าเข้าอีก 120

        ถ้ำละว้า  เป็นถ้ำไฮเทค หรือที่โรมรันเรียกว่าถ้ำอเมริกัน คือ มีการปรับสภาพพื้นให้เดินง่าย  ติดไฟตามทางเดินและตามจุดต่างๆ  ทำให้เหมือนกับมาเดินเที่ยวเล่นมากกว่าจะมาแนวผจญภัย  ตัวถ้ำเองค่อนข้างใหญ่โต และเนื่องจากมีไฟติดไว้ตลอดทางจึงถ่ายรูปง่ายถึงจะไม่มีแฟลชหรือขาตั้งกล้อง 

 



ตามจุดต่างๆ  ติดไฟส่องหินไว้ให้ถ่ายรูปง่ายๆ


หรือแม้แต่ทางเดินที่ปรับจนเรียบ และมีไฟส่องตลอดทาง

แต่ก็ทำให้เราไม่เห็นค้างคาวเลย  เนื่องจากค้างคาวคงอยู่ไม่ได้ถ้ามีไฟรบกวนขนาดนี้  จะมีก็แค่ได้ยินเสียง

ในถ้ำเจอแต่กบ  แต่ทางเดินเรียบๆ และไม่มืดนักเลยไม่มีใครจับกบ

สำหรับคนที่ชอบเที่ยวแนว adventure  คาดหวังว่าจะเจอแบบลุยๆ  อาจจะบอกว่า..

แต่โดยตัวถ้ำแล้วถือว่าใหญ่โตอลังพอควร  และเที่ยวง่ายไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือเด็ก ก็อยู่ที่ชอบแนวไหน

 

ออกจากถ้ำมาก็เกือบหกโมงเย็น  เนื่องจากชาวคณะบางส่วนจะรีบกลับไปสำรวจถ้ำต่อที่ กทม.  (แต่ไม่ยอมส่งการบ้านและรูปปลากรอบ)  เลยไม่แวะกินข้าวเย็นที่ไหนแล้ว

 

To be continue...!?   ถ้าโอเชียนและโรมรันส่งการบ้าน