ช่วงงานหนังสือ ใครๆ ก็พากันมี list หนังสือที่ซื้อมากันเป็นประเพณี แต่ความที่ผมแทบไม่ได้ซื้ออะไรซักเท่าไรเลยในงานคราวนี้ เลยขอเขียนถึงเรื่องที่อยากจะเขียนมานานแล้วกัน เผื่อมีใครผ่านมาอ่านจะอยากซื้อขึ้นมาบ้าง

จันทราปฏิวัติ (The moon is a harsh mistress) โดย Robert A. Heinlein เป็นนิยายscifi รางวัลฮิวโกที่ออกจะติดแนว political พอควร (Heinlein เขียนแนวนี้ไว้หลายเล่มเหมือนกัน เช่น double star) โดย เป็นเรื่องราวในอนาคตอันไม่ไกลนัก เมื่อมนุษย์เริ่มประสบกับปัญหาประชากรล้นโลก ประกอบกับเริ่มมีเทคโนโลยีในการสร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์ ประเทศต่างๆ จึงได้มีการส่งนักโทษขึ้นไปกักขังบนดวงจันทร์ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการกรงขังธรรมชาติ เพราะมีสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย และนักโทษจำนวนมากที่ปรับตัวไม่ได้จะตายไป (จึงเรียก moon ว่า harsh mistress หรือ แม่เลี้ยงใจร้าย)
เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ก็เกิดคน generation ใหม่ขึ้นมา คือลูกๆ ของนักโทษบนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นชาวจันทราเต็มตัว แต่สภาพของคนเหล่านี้ ก็ยังคงถูกกดขี่โดยพัสดีผู้คุมเรือนจำจันทราอยู่ดี ทรัพยากรต่างๆ ที่หาได้จะต้องถูกบังคับส่งไปขายให้กับโลกในราคาถูก และตกอยู่ในสภาพเหมือนรัฐเผด็จการ ซึ่งถูกปกครองโดยพัสดีจากทางโลก
แมนูเอล หรือแมนนี่ เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ชนชั้นกลางธรรมดาคนหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตอย่างปกติสุขกับหน้าที่ซ่อมบำรุงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมระบบทุกอย่างในจันทรา แต่อยู่มาวันหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นได้ "ตื่น" หรือมีชีวิตรับรุ้ตัวตนขึ้นมา เขาจึงตั้งชื่อคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นว่า "ไมค์" ซึ่งกลายเป็นคอมพิวเตอร์มีชีวิตผู้ชื่นชอบศึกษาเรื่องตลกและชอบเล่นตลกกับคนเพื่อความสนุก
แล้วแมนนี่ก็ได้จับพลัดจับผลูไปมีเอี่ยวกับกลุ่มปฏิวัติจันทรา ที่พยายามจะปลดแอกจันทราจากโลกจากการที่ไปรู้จักกับไวโอมิ่ง น้อต หญิงสาวที่มีความแค้นส่วนตัวกับรัฐบาล และจารย์ ศาสตราจารย์่ผู้หลงใหลศาสตร์แห่งการปฏิวัติ จึงเกิดการร่วมมือกันของกลุ่มก่อการแปลกๆ ระหว่าง 3 คนและ 1 เครื่องขึ้น เพื่อปลดแอกจันทราที่มีแต่คนไร้อาวุธจำนวนหลักหมื่น ต่อสู้กับชาวโลกที่มียานรบครบครัน
การดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ ช่วงต้นๆ ถ้าอ่านครั้งแรก ออกจะเอื่อยไปซักหน่อย เพราะมีการแทรกสังคมหลายๆ อย่างของชาวจันทรา และจะอินมากขึ้นเมื่ออ่านรอบถัดไปถ้าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือแนว สามก๊ก คือนิยายแนวที่มีการต่อสู้เชิงความคิด วางแผนชิงไหวชิงพริบ อ่านแล้วน่าจะถูกใจ กับการต่อสู้ทั้งด้านการทูตและด้านการวางแผนการรบ เพื่อปลดแอกจันทรา และตัวเรื่องก็ยังคงความเป็นไซไฟ มีการพูดถึงเทคโนโลยีของจันทราแทรกไว้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน และการตั้งคำถามปรัชญายอดฮิตของนิยายไซไฟ อย่าง ชีวิตคืออะไรกันล่ะ แล้วคอมพิวเตอร์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกนี่ เรียกว่ามีชีวิตมั้ย ตัวละครหลักแต่ละคน ต่างก็มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเองและน่าสนใจ โดยตัวเอก เป็นเหมือนตัวแทนชนชั้นกลาง ที่ไม่ได้เดือดร้อนกับการกดขี่ของรัฐบาลนัก แต่ทำไปด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง จารย์ ที่มองการปฏิวัติเป็นเหมือนงานศิลปะและความชอบส่วนตัว นางเอกที่ทำเพราะแค้นเรื่องส่วนตัว และไมค์ คอมพิวเตอร์มีชีวิต ที่ร่วมปฏิวัติเพียงเพราะอยากเล่นสนุก
ด้วยความที่ผมชอบนิยายไซไฟ และแนวคิดหลายๆ อย่างของตัวละครในเรื่องนี้ก็โดนใจ อย่างแนวคิดของจารย์
"I am free, no matter what rules surround me. If I find them tolerable, I tolerate them; if I find them to obnoxious, I break them. I am free because I know that I alone am morally responsible for everything I do."
ซึ่งแสดงถึงความเป็นปัจเจกนิยม ที่ดูออกจะตามใจตัวเอง แต่จริงๆ แล้ว คนที่ตระหนักถึงเรื่องนี้ จะเป็นคนที่รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำเสมอ ไม่ว่ามันจะถูกหรือไม่ถูกกฏหมาย เพราะรู้ดีว่าแต่ละคนก็มีไม้บรรทัดประจำตัวเอง และจะไม่พยายามเอาไม้บรรทัด หรือ ความถูกต้องของตนเอง ไปยัดเยียดให้คนอื่น แล้วเรียกตัวเองว่าวีรบุรุษ เพราะทุกสิ่งที่ทำไป ก็เพราะตนเองต้องการทำเอง แม้แต่การปฏิวัติจันทรา (เอ๊ะ คุ้นๆ)
ถึงจะอ่านเรื่องนี้จบไป 3 รอบ ผมก็ยังซาบซึ้งกับตอนจบ เหมือนกับทุกครั้งที่หยิบสามก๊กขึ้นมาอ่าน ถ้าใครที่ชอบนิยายแนวไซไฟที่ไม่เน้นวิทยาการจ๋านัก หรือชื่นชอบหนังอย่าง V for vendetta อย่าลืมผ่านไปซื้อที่ สนพ.เอเอสเค มีเดียนะครับ
ปล. ลืมพูดถึง Heinlein ไปซะได้ Robert A. Heinlein ผู้แต่ง เป็นหนึ่งในนักเขียนนิยายไซไฟระดับปรมาจารย์ในอเมริกา มีเรื่องที่ดังมากๆ อาจจะเยอะกว่า isaac asimov ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่เขียนหลากหลายแนว และบางแนวอาจจะไม่ค่อยเหมาะกับสภาพสังคมไทย เลยทำให้ไม่ค่อยดังนักในไทย เรื่องอื่นๆ ของ Heinlein ที่ผมเคยอ่านก็เช่น
- Stranger in a strange land (hugo award) ดังสุดๆ ในอเมริกา เคยมีคนแปลในชื่อ เขามาจากดาวอังคาร แต่ตัดสำนวนไปซะเหี้ยน แนวเรื่องออกจะศาสนามาก และหมิ่นเหม่น่าดู อ่านยังไงก็ยังสงสัยว่าเป็นไซไฟจริงรึเปล่า
- Starship troopers เป็น military sci-fi ที่เหมือนเป็นคนละเรื่องกับหนัง แทบไม่มีฉากสงครามเลย เน้นแต่เรื่องการฝึกของพระเอกบนโลก นี่ก็ military จ๋า
- Have spacesuit will travel - ลุยอุตลุดไปกับชุดอวกาศ เรื่องแนวเด็กๆ ลงหน่อย ไฮไลน์เขียนซีรี่ย์ผจญภัยในอวกาศไว้หลายเล่ม เรื่องนี้เขียนมาตั้งแต่สมัยไม่มีชุดอวกาศใช้กัน แต่ไฮไลน์จินตนาการไว้ได้ใกล้ของจริงมาก
- The door into summer อ่านสนุกทีเดียว เป็นเรื่องราวแนว time travel ตัวเอก cold sleep ไปตื่นในอนาคตอีก 40 ปีข้างหน้า แต่ความที่เรื่องเขียนมานานมาก พล็อตเรื่องนี้เลยโดนเรื่องอื่นที่เขียนทีหลัง หยิบไปใช้จนพรุนหมดแล้ว
- The puppet master ชื่อคล้ายๆ หนังผี แต่จริงๆเป็นหนังมนุษย์ต่างดาวยึดร่างมนุษย์ ไม่เคยอ่านหนังสือ แต่ดูในหนัง พล็อตก็โดนหยิบไปใช้กันจนพรุนเหมือนกัน แต่ก็ดูสนุกดี หนังสือของ heinlein ที่เอามาทำหนังนี่ มีแต่แนวมนุษย์ต่างดาวบุกโลกแฮะ ทั้งๆ ที่ heinlein เขียนเื่องแนวนี้้น้อยมาก
สรุปว่า Heinlein นี่ สนุกเป็นเรื่องๆ แล้วแต่คนชอบ เพราะเขียนไว้หลายแนวจริงๆ
tag : นิยายไซไฟ นิยายวิทยาศาสตร์ ไซไฟ sci-fi

จันทราปฏิวัติ (The moon is a harsh mistress) โดย Robert A. Heinlein เป็นนิยายscifi รางวัลฮิวโกที่ออกจะติดแนว political พอควร (Heinlein เขียนแนวนี้ไว้หลายเล่มเหมือนกัน เช่น double star) โดย เป็นเรื่องราวในอนาคตอันไม่ไกลนัก เมื่อมนุษย์เริ่มประสบกับปัญหาประชากรล้นโลก ประกอบกับเริ่มมีเทคโนโลยีในการสร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์ ประเทศต่างๆ จึงได้มีการส่งนักโทษขึ้นไปกักขังบนดวงจันทร์ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการกรงขังธรรมชาติ เพราะมีสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย และนักโทษจำนวนมากที่ปรับตัวไม่ได้จะตายไป (จึงเรียก moon ว่า harsh mistress หรือ แม่เลี้ยงใจร้าย)
เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ก็เกิดคน generation ใหม่ขึ้นมา คือลูกๆ ของนักโทษบนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นชาวจันทราเต็มตัว แต่สภาพของคนเหล่านี้ ก็ยังคงถูกกดขี่โดยพัสดีผู้คุมเรือนจำจันทราอยู่ดี ทรัพยากรต่างๆ ที่หาได้จะต้องถูกบังคับส่งไปขายให้กับโลกในราคาถูก และตกอยู่ในสภาพเหมือนรัฐเผด็จการ ซึ่งถูกปกครองโดยพัสดีจากทางโลก
แมนูเอล หรือแมนนี่ เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ชนชั้นกลางธรรมดาคนหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตอย่างปกติสุขกับหน้าที่ซ่อมบำรุงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมระบบทุกอย่างในจันทรา แต่อยู่มาวันหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นได้ "ตื่น" หรือมีชีวิตรับรุ้ตัวตนขึ้นมา เขาจึงตั้งชื่อคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นว่า "ไมค์" ซึ่งกลายเป็นคอมพิวเตอร์มีชีวิตผู้ชื่นชอบศึกษาเรื่องตลกและชอบเล่นตลกกับคนเพื่อความสนุก
แล้วแมนนี่ก็ได้จับพลัดจับผลูไปมีเอี่ยวกับกลุ่มปฏิวัติจันทรา ที่พยายามจะปลดแอกจันทราจากโลกจากการที่ไปรู้จักกับไวโอมิ่ง น้อต หญิงสาวที่มีความแค้นส่วนตัวกับรัฐบาล และจารย์ ศาสตราจารย์่ผู้หลงใหลศาสตร์แห่งการปฏิวัติ จึงเกิดการร่วมมือกันของกลุ่มก่อการแปลกๆ ระหว่าง 3 คนและ 1 เครื่องขึ้น เพื่อปลดแอกจันทราที่มีแต่คนไร้อาวุธจำนวนหลักหมื่น ต่อสู้กับชาวโลกที่มียานรบครบครัน
การดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ ช่วงต้นๆ ถ้าอ่านครั้งแรก ออกจะเอื่อยไปซักหน่อย เพราะมีการแทรกสังคมหลายๆ อย่างของชาวจันทรา และจะอินมากขึ้นเมื่ออ่านรอบถัดไปถ้าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือแนว สามก๊ก คือนิยายแนวที่มีการต่อสู้เชิงความคิด วางแผนชิงไหวชิงพริบ อ่านแล้วน่าจะถูกใจ กับการต่อสู้ทั้งด้านการทูตและด้านการวางแผนการรบ เพื่อปลดแอกจันทรา และตัวเรื่องก็ยังคงความเป็นไซไฟ มีการพูดถึงเทคโนโลยีของจันทราแทรกไว้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน และการตั้งคำถามปรัชญายอดฮิตของนิยายไซไฟ อย่าง ชีวิตคืออะไรกันล่ะ แล้วคอมพิวเตอร์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกนี่ เรียกว่ามีชีวิตมั้ย ตัวละครหลักแต่ละคน ต่างก็มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเองและน่าสนใจ โดยตัวเอก เป็นเหมือนตัวแทนชนชั้นกลาง ที่ไม่ได้เดือดร้อนกับการกดขี่ของรัฐบาลนัก แต่ทำไปด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง จารย์ ที่มองการปฏิวัติเป็นเหมือนงานศิลปะและความชอบส่วนตัว นางเอกที่ทำเพราะแค้นเรื่องส่วนตัว และไมค์ คอมพิวเตอร์มีชีวิต ที่ร่วมปฏิวัติเพียงเพราะอยากเล่นสนุก
ด้วยความที่ผมชอบนิยายไซไฟ และแนวคิดหลายๆ อย่างของตัวละครในเรื่องนี้ก็โดนใจ อย่างแนวคิดของจารย์
"I am free, no matter what rules surround me. If I find them tolerable, I tolerate them; if I find them to obnoxious, I break them. I am free because I know that I alone am morally responsible for everything I do."
ซึ่งแสดงถึงความเป็นปัจเจกนิยม ที่ดูออกจะตามใจตัวเอง แต่จริงๆ แล้ว คนที่ตระหนักถึงเรื่องนี้ จะเป็นคนที่รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำเสมอ ไม่ว่ามันจะถูกหรือไม่ถูกกฏหมาย เพราะรู้ดีว่าแต่ละคนก็มีไม้บรรทัดประจำตัวเอง และจะไม่พยายามเอาไม้บรรทัด หรือ ความถูกต้องของตนเอง ไปยัดเยียดให้คนอื่น แล้วเรียกตัวเองว่าวีรบุรุษ เพราะทุกสิ่งที่ทำไป ก็เพราะตนเองต้องการทำเอง แม้แต่การปฏิวัติจันทรา (เอ๊ะ คุ้นๆ)
ถึงจะอ่านเรื่องนี้จบไป 3 รอบ ผมก็ยังซาบซึ้งกับตอนจบ เหมือนกับทุกครั้งที่หยิบสามก๊กขึ้นมาอ่าน ถ้าใครที่ชอบนิยายแนวไซไฟที่ไม่เน้นวิทยาการจ๋านัก หรือชื่นชอบหนังอย่าง V for vendetta อย่าลืมผ่านไปซื้อที่ สนพ.เอเอสเค มีเดียนะครับ
ปล. ลืมพูดถึง Heinlein ไปซะได้ Robert A. Heinlein ผู้แต่ง เป็นหนึ่งในนักเขียนนิยายไซไฟระดับปรมาจารย์ในอเมริกา มีเรื่องที่ดังมากๆ อาจจะเยอะกว่า isaac asimov ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่เขียนหลากหลายแนว และบางแนวอาจจะไม่ค่อยเหมาะกับสภาพสังคมไทย เลยทำให้ไม่ค่อยดังนักในไทย เรื่องอื่นๆ ของ Heinlein ที่ผมเคยอ่านก็เช่น
- Stranger in a strange land (hugo award) ดังสุดๆ ในอเมริกา เคยมีคนแปลในชื่อ เขามาจากดาวอังคาร แต่ตัดสำนวนไปซะเหี้ยน แนวเรื่องออกจะศาสนามาก และหมิ่นเหม่น่าดู อ่านยังไงก็ยังสงสัยว่าเป็นไซไฟจริงรึเปล่า
- Starship troopers เป็น military sci-fi ที่เหมือนเป็นคนละเรื่องกับหนัง แทบไม่มีฉากสงครามเลย เน้นแต่เรื่องการฝึกของพระเอกบนโลก นี่ก็ military จ๋า
- Have spacesuit will travel - ลุยอุตลุดไปกับชุดอวกาศ เรื่องแนวเด็กๆ ลงหน่อย ไฮไลน์เขียนซีรี่ย์ผจญภัยในอวกาศไว้หลายเล่ม เรื่องนี้เขียนมาตั้งแต่สมัยไม่มีชุดอวกาศใช้กัน แต่ไฮไลน์จินตนาการไว้ได้ใกล้ของจริงมาก
- The door into summer อ่านสนุกทีเดียว เป็นเรื่องราวแนว time travel ตัวเอก cold sleep ไปตื่นในอนาคตอีก 40 ปีข้างหน้า แต่ความที่เรื่องเขียนมานานมาก พล็อตเรื่องนี้เลยโดนเรื่องอื่นที่เขียนทีหลัง หยิบไปใช้จนพรุนหมดแล้ว
- The puppet master ชื่อคล้ายๆ หนังผี แต่จริงๆเป็นหนังมนุษย์ต่างดาวยึดร่างมนุษย์ ไม่เคยอ่านหนังสือ แต่ดูในหนัง พล็อตก็โดนหยิบไปใช้กันจนพรุนเหมือนกัน แต่ก็ดูสนุกดี หนังสือของ heinlein ที่เอามาทำหนังนี่ มีแต่แนวมนุษย์ต่างดาวบุกโลกแฮะ ทั้งๆ ที่ heinlein เขียนเื่องแนวนี้้น้อยมาก
สรุปว่า Heinlein นี่ สนุกเป็นเรื่องๆ แล้วแต่คนชอบ เพราะเขียนไว้หลายแนวจริงๆ
tag : นิยายไซไฟ นิยายวิทยาศาสตร์ ไซไฟ sci-fi
สงสัยต้องขุดขึ้นมาอ่านซะแล้วค่ะ


