2007/May/12

ได้ฤกษ์ up blog โดยการขุดของเก่ามาหากินอีกรอบ

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีโอกาสได้ไปทีลอซูช่วงปลายฝนต้นหนาว (ไปทำงาน emo1170.gif ) ว่างๆ ก็ขุดมาโพสต์ซะใน blog

วันแรก :
คณะเดินทาง 4 คน ประกอบด้วยผมกะรุ่นน้อง 2 คน นายจ้างอีกคน ขับรถไปแม่สอด ใช้เวลา 5 ชม. แวะเที่ยวเลียบๆเคียงๆแม่สอด ที่เป็นเมืองที่เศรษฐกิจค่อนข้างดีคงเพราะเป็นเมืองชายแดน มียาบ้าเข้ามาบ่อย blink.gif คนส่วนใหญ่พูดได้ทั้งภาษาพม่าและไทย เดินๆนี่ ได้ยินภาษาพม่ามากกว่าด้วยซ้ำ จากแม่สอดต่อไปอุ้มผาง จะต้องผ่านเส้นทางฟ้า ที่เรียกว่าเส้นทางลอยฟ้า เพราะเส้นทางแคบๆขึ้นๆลงๆเขา โดยมีข้างทางเป็นหน้าผายาวไปตลอด หลายๆคนคงเคยได้ยินกิติศัพพ์ ว่ากันว่ามีโค้งทั้งหมด 1219 โค้ง ตอนขับๆไปนี่ มีเจอวัวนอนขวางถนนด้วย ถ้ามีรถสวนมาเร็วๆนี่ คาดว่าคงมีใครได้ลงไปนอนเล่นก้นเหวกันได้ง่ายๆ แต่เนื่องจากผมไปตอนวันธรรมดา ไม่ค่อยมีคนเลยขับสบายๆ ไปถึงอุ้มผางตอน 1 ทุ่ม ใช้เวลาบนทางลอยฟ้าซะ 3 ชม.กะระยะทางแค่ประมาณ 80 กม. (มั้ง จำไม่ได้)
ง่า ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย เส้นทางสวยมากๆ แต่เนื่องจากไม่สามารถหยุดรถถ่ายรูปได้ตามใจเพราะกลัวโดนรถเสย


วันที่สอง :
จากอุ้มผาง ต้องล่องแพไปทีลอซู ตอน 8.30 แต่โชคไม่ดีเท่าไรที่ฝนตก ได้แต่หาอะไรมาคลุมกระเป๋ากล้องตลอดเส้นทาง



ล่องแพกลางสายฝน


ระหว่างล่องแพจะมีน้ำตกทีลอจ่อและน้ำตกสายรุ้ง จนไปถึงฝั่งที่เรียกว่าท่าทรายตอน 11.30 แล้วก็ได้เวลาลงเดิน เส้นทางไปเขตอนุรักษ์ฯทีลอซูในช่วงหน้าฝน จะเป็นโคลนเละสุดๆ ช่วงเดือนธันวาเป็นต้นไปถึงจะอณุญาติให้รถ 4wd ขึ้นไปได้ แต่ผมไปตอน พย. ฉะนั้น เดินสถานเดียว.. ก่อนจะมาที่นี่ ได้มีโอกาสซื้อสตั้ดพม่า ก็คือรองเท้าชั้นต่ำไว้ลุยโคลนแบบไม่เสียดาย ราคา 50 บาท แต่มีสตั้ด ไม่ลื่นโคลน แต่ไอ้การใช้รองเท้า-บี๊บ- นั่นกลายเป็นความผิดพลาด หลังจากเดินขึ้นเขาไป 3 ชม. ทุกคนโดนรองเท้ากัดซะเหวอะหวะกันถ้วนหน้า ใครจะไปพึงจำไว้ว่าอย่าซื้อรองเท้า 50 บาทไปใช้ขึ้นเขา



สตั้ดพม่า ราคา 50 บาท แต่ไม่คุ้มค่ายารองเท้ากัด


จากเขตอนุรักษ์ (มีที่ให้กางเต้นท์) เดินลุยไปอีก 40 นาทีก็จะถึงทีลอซู สุดท้ายเราก็ไปถึงทีลอซูตอน 4 โมงเย็น ไม่ใช่เวลาที่ดีนักสำหรับการถ่ายรูป (เอ้อ... งานของผมคือการไปเก็บภาพถ่าย และวีดีโอของทีลอซู ในงบโคตรจำกัด) ไปถึงฝนก็เกือบหยุดตก แต่ว่าแดดย้อนไปด้านหลังแล้ว น้ำตกเลยค่อนข้างมืด แต่ว่าน้ำตกทีลอซูในช่วงปลายฝนยิ่งใหญ่สมราคา แล้วช่วงฤดูนี้นักท่องเที่ยวก็ไม่มาก เราเลยได้ถ่ายรูปกันตามสบาย (จริงๆคือไม่มีคนอื่นอยู่เลย)



ทีลอซู ช่วงเย็นๆ แสงไม่ค่อยมี




เนื่องจากไม่มีเลนส์ super wide สำหรับดิจิตอล ภาพนี้เลยใช้ถ่าย 16 ครั้งด้วยเลนส์ติดกล้องของ 300D แล้วมาต่อกันในคอม เพื่อจะได้ image size ใหญ่ขนาดแปะฝาบ้านได้



ชื่อทีลอซู หมายถึง น้ำตกดำ มาจากความรุนแรงดำทมึนของกระแสน้ำในฤดูฝน
(ส่วนตัวผมชอบภาพน้ำตกที่ดูรุนแรงสีดำแบบนี้ มากกว่าภาพน้ำตกที่ถ่าย slow speed จนพริ้ว เพราะมันดูมีพลังเข้ากับภาพพจน์ทีลอซูดี)


หลังจากเก็บรูปและวีดีโอเรียบร้อย เราจึงเดินทางกลับเขตฯ (ที่กางเต้นท์) ในช่วงหน้าฝน จะไม่มีการขายอาหารหรือน้ำใดๆทั้งสิ้น รวมถึงไม่มีไฟฟ้าด้วย ดังนั้น คุณเฉลิม ไกด์ที่เป็นคนนำทางมาให้จึงเป็นคนทำอาหารให้ ทั้งน้ำดื่มและอาหาร รวมถึงภาชนะทุกอย่าง ต้องขนมาจากอุ้มผางหมด ดังนั้น การจะมาเที่ยวทีลอซูช่วงหน้าฝนโดยไม่มีไกด์ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายหรือสบายนัก (เมื่อ 4 ปีก่อนนะ ตอนนี้ไม่รู้)

วันที่สาม:
ตื่นแต่เช้าเพราะกลางคืนไม่มีไฟ เลยนอนเร็ว มีเมฆครึ้มอีกตามเคย เราจึงตัดสินใจไม่กลับไปทีลอซูอีก เพราะคงไม่ได้รูปดีกว่าเมื่อวานในสภาพแสงอย่างงี้ (เจ็บตีนด้วย) เลยตัดสินใจไปเก็บรูปจุดอื่นต่อ หลังจากเดินอย่างกล้ำกลืน (รองเท้าระ-บี๊บ-) ก็มาถึงท่าทรายตอนเที่ยง จากจุดนี้ ล่องเรือไปอีกเส้นทางกะรอบแรก ชม.ครึ่งก็จะไปถึงจุดที่ขึ้นรถได้ แต่โชคดีที่เริ่มมีแดดออก การล่องแพช่วงนี้จึงเริ่มสนุกขึ้น

ในเส้นทาง จะต้องผ่านแก่ง 2 แก่ง (แบบไม่ใหญ่นัก) ถึงเวลาทำงานอีกครั้ง ถึงจะกลัวกล้องเปียก แต่งานก็คืองาน ผมตัดสินใจเอากล้องวีดีโอมาถ่ายตอนล่องแก่งทั้งๆที่ไม่ได้มีอุปกรณ์กันน้ำหรูตีนอะไรเลย โชคยังดีที่รอดมาได้

หลังจากมาถึงฝั่ง เดินต่อไปอีกหน่อยก็มาถึงถนนที่เตรียมรถมารับไว้ แล้วเดินทางไปดอยหัวหมด แต่ฟ้ามืดลงอีก วัยรุ่นเซ็ง เลยกลับที่พัก ชวดถ่ายดวงอาทิตย์ตกไปตามระเบียบ


ซิก้าพม่า มีขายตามบ้านกะเหรี่ยงทั่วไป (แต่ไหงมีสัญลักษณ์โซเวียตแปะอยู่!?)



ชักภาพรวมที่ดอยหัวหมด เพราะแดดไม่ดี เห็นได้ชัดว่ามี 1 คู่กะส่วนเกินอีกคน emo1170.gif
ชื่อดอยหัวหมด มาจากช่วงฤดูท่องเที่ยว จะมีนักท่องเที่ยวเยอะมาก มองไปทางไหนมีแต่หัวเต็มไปหมด


วันที่สี่ :
หลังจากรอคอยมา 3 วัน ท้องฟ้าก็เริ่มเป็นใจ เราตัดสินใจไปเก็บภาพทะเลหมอกที่ดอยหัวหมด ซึ่งดันกลายเป็นไฮไลท์ของทริปนี้ เพราะฟ้าเปิด มีทะเลหมอกเยอะแยะมากมาย หลังจากขับรถไป 20 นาที ไปถึงดอยหัวหมดตอน 6 โมงเช้า มีนักท่องเที่ยวคนอื่นอยู่บางตาเพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น จึงเลือกถ่ายรูปได้ตามสบาย
*ช่วงนี้ผมมีถ่ายวีดีโอไว้ด้วย สวยมากๆๆๆ ตั้งแต่พระอาทิตย์เริ่มขึ้น แช่ยาว 20 นาทีจนขึ้น มีหมอกพัด เอามาเร่งความเร็วดูแล้วจะเจ๋งมาก



ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น



หมอกในฤดูฝน จะต่างจากฤดูหนาว คือเบาและเคลื่อนเร็วกว่ามาก




เนื่องจากแดดดี เราจึงตัดสินใจล่องแพไปเก็บภาพที่ทีลอจ่อและสายรุ้งอีกครั้ง คราวนี้โชคดีที่ฟ้าเป็นใจ จึงได้ภาพกลับมาบ้าง



ชื่อทีลอจ่อ หมายถึง น้ำตกสายฝน



น้ำตกสายรุ้ง ถ้ามีแดดก็จะสามารถเห็นสายรุ้งได้ตลอดโดยไม่ต้องกินบะหมี่ (หา ไม่เข้าใจมุข? ไม่เคยอ่านการ์ตูนเซียนบะหมี่สีรุ้งเรอะ วู้~~~)


ล่องแพไป ชม.ครึ่ง ก็ขึ้นบกเดินเท้าไปที่ถนนอีก ชม. เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่คนไม่ค่อยใช้ ทางจึงรกทึบ ถ้าไม่มีไกด์นำทางนี่ เรียกว่าหลงป่ากันได้ง่ายๆ
หลังจากมาถึงถนน เราก็ไปเก็บรูปที่จุดสุดท้ายสำหรับทริปนี้คือหมู่บ้านกะเหรี่ยง (ไม่ใช่กะหรี่นะ) ชื่อ "ย่าโม่"

ย่าโม่เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงโบราณที่ยังไม่มีไฟฟ้าประปาเข้าถึง ยังคงไลฟ์สไตล์แบบเดิมๆไว้ค่อนข้างมาก ภายในหมู่บ้าน จะมีอยู่จุดเดียวที่ีมีไฟฟ้าที่สร้างจากโซล่าเซลล์ใช้ คือ โรงหนัง!! เมื่อเราเดินไปที่โรงหนังจะเห็นคนเต็ม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โรงหนังที่นี่ ก็คือกระต้อบที่มีทีวี และเครื่องวีดีโอตั้งฉายหนังอยู่ ตอนที่ผมไป ทุกคนกำลังนั่งดูหนังจีนกำลังภายในอย่างมันส์ พระเอกโดนฟันแขนขาด แต่ดันกระอักเลือดออกปากอีกแล้ว

ชาวกะเหรี่ยง มีภาษาของตัวเอง ประโยคยอดฮิตที่ผมจดมาอันเดียวคือ "ย่า เอ้ น่ะ" แปลว่า I love you น่ะเอง หุหุ



บ้านกะเหรี่ยงสร้างจากพรรณไม้ที่หาได้แถวนั้น มุงหลังคาด้วยใบไม้ จึงต้องคอยเปลี่ยนซ่อมแซมทุกปี


เราสามารถแยกแยะได้ว่าใครโสดไม่โสดจากเสื้อผ้า จากรูป ผมกล้าฟันธงว่าน้องคนนี้ยังเป็นสาวโสดแน่นอน


เนื่องจากไม่ใช่หมู่บ้านท่องเที่ยว คนส่วนใหญ่จึงอายกล้องมาก ภาพส่วนใหญ่ต้องใช้กล้องวีดีโอซูมๆ เอา (~เหงอะ ไม่มีเลนส์ซูมไป ตอนนั้นจน)

กลับจากย่าโม่ตอนบ่ายสอง และเตรียมตัวกลับ กทม. เส้นทางลอยฟ้าตอนขากลับ สวยมากอีกแล้วแต่ไม่สามารถจอดรถถ่ายได้ตามเคย (~เหงอะ)

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชม.ก็กลับมาถึง กทม. เอิ้ก เหนื่อย.......... งานนี้ เน้นวีดีโอเลยไม่ค่อยมีรูปดีๆ (เพราะผมไม่สามารถใช้กล้องพร้อมกันหมดได้ เพราะเอากล้องฟิล์ม 120 / 135 / digital และ วีดีโอไป แต่ถ่ายอยู่คนเดียวเกือบหมด)

อยากไปล่องแก่งแถวนั้นอีก เพราะอุ้มผาง มีจุดท่องเที่ยวล่องแก่งอยู่ด้วย แต่ตอนนี้ยุ่งเหลือเกิน ใครจะไปเที่ยว ชวนผมไปด้วยแล้วจะได้ตากล้องชั้นดีประกันซ่อมฟรีได้ว่ามีรูปตัวเองกลับบ้านแน่ เอิ้ก!!


PS. รูปชุดนี้ size เล็กไปหน่อย เพราะทำมา 4 ปีละ และบางรูป capture มาจาก vdo

Comment

Comment:

Tweet


Still have no idea where to purchase original essays uk? Consider this Web site to get the desired result!
#7 by writing services uk (103.7.57.18|91.201.64.16) At 2012-10-22 16:15,
เจอแต่รูปสวย ๆทั้งนันั้นเลย
#6 by งานฝีมือ (49.49.90.25) At 2012-01-06 04:39,
I strictly recommend not to wait until you earn enough money to buy goods! You should just take the <a href="http://goodfinance-blog.com">loans</a> or just consolidation loans and feel fine
#5 by RiggsVirgie (31.184.236.63) At 2011-12-21 09:20,
open-mounthed smile open-mounthed smile
#4 by mp3 (222.123.179.160) At 2009-07-05 16:05,
confused smile บริการนำเที่ยวในพื้นที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก สนุกกันแบบครอบครัว,เป็นกลุ่มคณะ หรือส่วนบุคคล มีทริป (ฤดูฝน).- ล่องแก่ง-เดินป่า-น้ำตกทีลอซู-ทีลอเล,ล่องแก่งอุ้มผางคี,น้ำตกโคทะ,Home Stay,นั่งช้าง,ทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ฯลฯ
สอบถาม โทร 089-2705082,089-7029721
ขอบคุณค่ะ
#3 by supin616 (118.172.211.99) At 2009-05-25 12:24,
ถ่ายสวยมากๆ ค่ะ
#2 by General เบ๊ At 2007-05-12 05:10,
นึกภาพรองเท้ากัดแล้วทรมานแทน กร๊าก =[]= เดินขึ้นเขาซะด้วย

ภาพสวยอีกแล้ว ชอบภาพน้ำตกที่บอกว่าถ่าย 16 ครั้งมาต่อกันจังค่ะ เจ๋งสุดๆ =[]=
ส่วนภาพวีดีโอพระอาทิตย์ขึ้นหมอกพัดนี่ คงให้ฟีลเหมือนพวกวีดีโอสารคดีเลย =[]=b!!
#1 by < O t h e r | s i d E > [][] R e n z E [][] At 2007-05-12 00:37,