2010/Jan/24

        หลังจากดองบล็อกมานานมาก  วันนี้ผมก็ตัดสินใจเอาชนะความขี้เกียจมานั่งเขียนบล็อกเรื่องที่เพิ่งไปเที่ยวสังขละมา (แต่บล็อกไปญี่ปุ่นเมื่อสองปีก่อนยังดองไม่มีอารมณ์เขียนเหมือนเดิม)

       ด้วยความที่เพื่อนโอเชียนและโรมรันกลับมาจาก US  เลยแพลนว่าสมควรหาที่ไปเที่ยวซํกที่ๆ ไม่เคยไป  ซึ่งทีแรกก็ไม่ได้กะจะไปสังขละฯ แต่กะว่าจะหาทัวร์ไปเหนือเพราะช่วงนี้อากาศมันเริ่มเย็นๆ อีกรอบ   แต่หาไปหามามันไม่ลงตัวซํกที (~เหมือนชาวบ้านเค้าจะไปกันหมดแล้วตอนก่อนปีใหม่) เลยเอาวะ สังขละฯ ละกัน (เหมือนจะ)ใกล้ๆ  แค่กาญฯ เอง (ตอนนั้นหารู้ไม่ว่ามันต้องขับรถต่อจากกาญฯ อีกเกือบ 3 ชม.)  ขับรถไปเองได้ จะได้แวะเที่ยวข้างทางไปเรื่อยๆ ด้วย  เลยเกิดมาเป็นทริปไปสังขละฯ แบบสบายๆ เสาร์อาทิตย์

       เช้าวันเสาร์ที่ 16 มค.  เลยนัดออกตัวกันตั้งแต่ 7 โมง ด้วยสมาชิกทริป 4 คน ที่ import มาจากพม่า 3 คน  (โรมรัน, โอเงี่ยน และคุณทอม หนุ่มรัสเซียเพื่อนโรมรัน)


แวะร้านข้ามหมูแดงข้างทางเป็นข้าวเช้า  เอ่อ  ไม่ค่อยอร่อยเลย ทีแรกเห็นร้านแกมีทองม้วนสดกะจะซื้อด้วย พอกินข้าวแล้วเปลี่ยนใจเพราะคิดว่าทองม้วนคงอารมณ์เดียวกะข้าวแหง

      ขับไปเรื่อยๆ ตามข้างทางพอเข้าเมืองกาญฯ ก็เจอป้ายที่เที่ยวเป็นระยะ  แต่เรายังไม่แวะเพราะหลายที่มันกระชั้น พอเจอป้ายทางเข้าก็หยุดไม่ทันแล้ว  รึบางที่อยู่อีกฝั่งถนนก็กะแวะเก็บตอนขากลับ   หลังจากขับมาจนคนข้างหลังมันไปเฝ้าพระอินทร์กันหมดทิ้งให้คนขับเดียวดาย  ก็เจอจุดแวะแห่งแรกที่มีแต่รถทัวร์จอดกันเต็มไปหมด

Next stop ... น้ำตกไทรโยคน้อย


ดูความฮิตได้จากรถทัวร์ที่อยู่ข้างหน้าเพียบ

       น้ำตกไทรโยคน้อย  เป็นน้ำตกยอดฮิตของกาญฯ ที่ไม่ถึงกับไกลจาก กทม.มากนัก เส้นทางมาค่อนข้างสะดวก เป็น 4 เลนเกือบตลอดทาง  ฝั่งตรงข้ามน้ำก็และภายในเขตก็มีร้านค้าเพียบ  เมื่อเข้ามาในเขตน้ำตก จะมีทางแยกให้ "เดินขึ้นบันได" ไปถ้ำวังบาดาล และพุต้นน้ำ แต่หลังจากดูป้ายบอกระยะทาง โอเชียนก็ถอดใจ ขอไปแค่น้ำตกละกัน



ถ้าเก็บเงินคนเขียนได้คนละ 500 บาทจริง  น่าจะได้หลายหมื่นอยู่




      ตัวน้ำตกเอง ช่วงที่ผมมาดูน้ำจะไม่ค่อยเยอะ (แต่คนเยอะ)  แต่เดาจากรูปร่างหินถ้ามีช่วงน้ำมากน่าจะเป็นน้ำตกที่ดูสวยใช้ได้  (แต่มันมีช่วงน้ำมากจริงรึเปล่า อันนี้ไม่รู้)   มีฝรั่งทั้งลุงและป้าพุงพลุ้ยใส่บิกินี่เล่นน้ำ เป็นภาพเจริญตาพาให้ผมและชาวคณะ ออกตัวไปต่อได้อย่างไม่ต้องคิดมากนัก (และยังไม่อยากจะมานั่งเล่นน้ำตอนเที่ยงๆ ด้วย).. 

 

next stop -อุทยานแห่งชาติไทรโยค

      ขับรถต่อมาจากน้ำตกไทรโยคน้อยไม่ไกลนัก  ทางซ้ายมือก็มีป้ายอุทยานแห่งชาติไทรโยค  คณะทริปมักง่ายเลยแวะเข้าไปแบบไม่ต้องคิดเพราะป้ายมันท่าทางใหญ่โตดี  เมื่อมาถึงอุทยาน พบว่ามีการเก็บค่าเข้าคนละน่าจะ 40 บาท รถอีก 30 บาท  ชาวต่างชาติ 200 บาท เลยให้คุณทอมชาวรัสเซียสวมหมวกก้มหน้าก้มตาทำเนียนซะ ไม่งั้นค่าเข้าเอ็งออกส่วนของตัวเองนะเฟ้ย


ภายในอุทยานมีที่เที่ยวอยู่หลายจุด และยังมีบ้านพัก, ร้านอาหารของเอกชนอีกเพียบ  
อุทยานแห่งชาติไทรโยค ไม่มีต้นไทร มีกลอนเขียนประวัติไว้ว่าเชื่อว่าเดิมน่าจะมีต้นไทรแต่โดนไม้อื่นเบียดเบียนจนไม่เหลือแล้ว


มีทั้งบ้านพักริมน้ำ ร้านอาหาร และบริการล่องเรือล่องแก่งล่องแพไปตามแม่น้ำแคว


มีสะพานแขวนที่เขียนว่าห้ามข้ามเกินครั้งละ 5 คน  เดินแล้วก็แกว่งไปแกว่งมา เหมาะแก่การชวนสาวมาทดสอบปรากฏการณ์สะพานแขวน


น้ำตกไทรโยคใหญ่ มองจากจุดชมวิวฝั่งตรงข้าม ดูแล้วคงไม่ได้เหมาะเอาไว้เล่นน้ำเท่าไร  จะมีเรือลากนักท่องเที่ยวเข้าไปดูใกล้ๆ ผ่านมาเป็นระยะๆ


น้ำตกไทรโยคเล็ก ในคำอธิบายเขียนว่ามีความสูงมากกว่าไทรโยคใหญ่  ดูแล้วไม่แน่ใจว่าใหญ่กว่าไทรโยคน้อยมั้ย  ว่าแต่ใครมันตั้งชื่อกัน(วะ)  เรียงตามลำดับอะไรเนี่ย


จุดชมวิวในอุทยาน


มีป้าย hype ซะด้วย  ภายในเขตอุทยาน มีถ้ำอยู่สองถ้ำคือ ถ้ำแก้ว และ ถ้ำค้างคาวเนื่องจากถ้ำค้างคาวอยู่ไกล และเราไม่ใช่ชอลิ้วเฮียง จึงเลือกไปถ้ำแก้วที่เดินใกล้กว่า  แต่เมื่อไปถึงกลับเจอป้าย


อ้าว ห้ามเข้าแล้วพี่ไม่แปะบอกผมตั้งแต่ป้ายตะกี้ล่ะคร้าบ  ปล่อยให้เดินมา

ไหนๆ ก็เดินมาถึงนี่แล้ว เราจึงเดินต่อไปดูหน่อยว่าทำไมมันถึงห้ามเข้า  เมื่อไปถึงที่จึงเข้าใจ


เอ่อ  ถึงไม่เตือนผมก็ไม่กล้าเข้านะ  ปากทางยังกะต้องคลานเข้าไป  คาดว่าจะต้องให้ จนท.มานำทาง แต่ปากถ้ำมีลมพัดออกมาเย็นดีมาก  คิดว่าในถ้ำคงมีทางทะลุให้อากาศผ่านเข้าออก ผิดกับถ้ำส่วนใหญ่ที่จะร้อนๆ อับๆ

ข้างทางยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติชมนกชมไม้ และเตาที่ทหารญี่ปุ่นมาก่อไว้เมื่อสมัยสงครามโลก  แต่เนื่องจากเราไม่ได้เอาหม้อมาและไม่คิดจะใช้เตาทหารญี่ปุ่นมาหุงหาอาหาร เลยเดินกลับไปกินข้าวหน้าอุทยาน (แมลงวันเป็นล้าน  กินไปบ่นไป)  หลังจากอิ่มหนำกับข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างแล้วก็เดินทางต่อ

next stop... ถ้ำดาวดึงส์

ขับรถออกมาจากเขตอุทยานฯ ไทรโยค ได้ไม่น่าจะไกลมากนัก หลังจากที่เรายังอารมณ์ค้างเพราะเจอป้ายมาหลายถ้ำแต่ไม่ได้เข้าไปซักที  คราวนี้เมื่อเจอป้ายถ้ำดาวดึงส์ จึงรีบขับแวะแบบไม่คิดอะไรมากนัก  ถนนทางไปถ้ำดาวดึงส์ ดูจะเป็นเส้นทางเล็กๆ เมื่อไปถึงเขตอุทยาน ไม่มีคนเฝ้าหน้าประตู (มีแต่หมาอยู่ตัวนึง)  เราเลยขับขึ้นไปเองตามทาง




หมาหน้าอุทยานมันวิ่งตามมาด้วย สงสัยจะเป็น จนท.กิตติมศักดิ์ มานำทางนักท่องเที่ยว


หน้าถ้ำดาวดึงส์นี่ไม่กั้ก มีป้ายเตือนนักท่องเที่ยวตั้งแต่แรก เราจึงเตรียมไฟฉายกันไปด้วย 

      ขณะเตรียมตัวอยู่ซักพัก ก็มีกลุ่มเด็กๆ ขี่มอไซค์พร้อมไฟฉายมากลุ่มใหญ่ ไอ้เราก็งงว่ามันมาเที่ยวกันเหรอวะ มาเดาเอาทีหลังตอนที่เดินขึ้นไปถึงถ้ำแล้วว่า อ๋อ มันคงทำอาชีพเป็นไกด์ช่วยเจ้าหน้าที่นำเที่ยวหาเงินค่าขนม  แหม  ถ้าบอกตรงๆ แต่แรกพวกพี่ก็จ้างเอ็งไปแล้วนะ  ดันไม่พูดไม่จาแว้นไปแว้นมาอย่างเดียว

      ทางขึ้นถ้ำดาวดึงส์ ต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ 500 เมตร  ทางเดินขึ้นไม่ดีไม่แย่  เดินแบบกำลังทำท่าจะเหนื่อยก็ถึงปากถ้ำพอดี


ภายในถ้ำดาวดึงส์ไม่มีไฟฟ้า  ไม่มีบันได และยังคงความเป็นถ้ำตามธรรมชาติอยู่  ภายในจึงมืดมาก ไม่มีไฟฉายไม่มีสิทธิ์เที่ยว (และไม่มีขาตั้งกล้องหรือแฟลชก็แทบถ่ายรูปไม่ได้ )

ทางเดินลง  (จริงๆ มืดสนิท)


หินงอกหินย้อยในถ้ำ มีการตั้งชื่อเรียกต่างๆ กันไป

ค้างคาวคุณกิตติ  ค้างคาวชื่อดังที่เคยอ่านเจอในหนังสือการ์ตูนความรู้ที่ซีเอ็ดขายระเบิดเถิดเทิงเมื่อนานมาแล้ว  เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กสุดในโลก


ภายในยังมีจุดที่ต้องปีนป่าย หรือมุดๆ ลอดๆ อยู่  เรียกว่าเป็นถ้ำที่ยังซิงๆ เป็นธรรมชาติอยู่มาก

หลังจากเดินไปเดินมาจนเริ่มร้อน  และเวลาเจียนจะเย็น  ก็ได้เวลาที่เราจะรีบเผ่นไปสังขละก่อนที่จะมืด  ก่อนจะกลับออกมาก็มีฝรั่งมาเที่ยวโดยมี จนท.นำทางมา  แสดงว่าน่าจะมี จนท.อยู่ในบ้านพักแต่เราขับผ่านมาโดยไม่ได้หยุดถามน่ะเอง

 

Next stop ... สังขละบุรี

(to be continue)

ปล. เขียนตั้งนาน ยังไปไม่ถึงสังขละเลยแฮะ

 

Comment

Comment:

Tweet