Movie-i-See

2007/Mar/18

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้มีโอกาสดู Dawn of the dead ฉบับ original (1978)

ของ George A. Romero แล้วก็เกิดปิ๊งว่า อ้อ สงสัยพวกหนังซอมบี้ที่มันต้องมาเดินกางแขน ก้าวเท้าเปะปะสั้นๆ ช้าๆ มันมีที่มาจากเรื่องนี้นี่เอง

ทำไมน่ะเรอะ

ก็คนแสดงเป็นซอมบี้เรื่องนี้ หลายๆคนพยายามเหลือกตาดำให้เห็นแต่ตาขาว มันเลยเดินดีๆ ไม่ได้ ต้องเอามือป่ายไปมาด้านหน้า ก้าวช้าๆ จะได้ไม่ล้มไม่ชนอะไรน่ะสิ
พอตั้งใจดูดีๆ ก็จะเห็นพวกเด็กที่เล่นเป็นซอมบี้ และผู้ใหญ่บางคน สงสัยจะทำตาเหลือกไม่เป็น เลยต้องเดินหลับตาแทน (ฮา)
นอกจากนี้ ยังมีตัวประกอบที่ลืมทาผิวเป็นสีม่วง (ซอมบี้เรื่องนี้ แยกแยะได้จากสีผิวเป็นสีม่วง ส่วนอื่นปกติ ไม่มีแผลสดแผลเปื่อย ไม่เละ คาดว่าเพราะไม่มีทุน) และตัวประกอบบางตัว ยังทาสีม่วงแค่หน้า แต่ไม่ได้ทาแขนตะหาก (~สงสัยฉากก่อนหน้านั้น แสดงเป็นซอมบี้ใส่เสื้อแขนยาว แล้วเปลี่ยนชุดมาออกฉากอีกรอบ ลืมทาแขน = =" )

ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึก ว่าไอ้หนังนี่มันดูฮาๆ และยืดยาดไงชอบกล เช่น (**SPOIL นิด ๆ **) มีช่วงที่คนขับช้อปเปอร์ฝ่าฝูงซอมบี้เข้ามา เพื่อเข้ามากวาดของในห้าง พวกนี้เข้ามาเล่นกับซอมบี้ได้หน้าตาเฉย เอาเค้กแปะหน้าซอมบี้บ้าง รึตบหัวเล่นบ้าง (แต่ก่อนหน้านี้คนที่วิ่งหนีกลับโดนซอมบี้ไล่กัดตายเป็นเบือ) รึจะฉากที่ซอมบี้บุกเข้าประตูมา แต่ไอ้คนที่รู้ตัวว่ามีคอปเตอร์อยู่ด้านบนดันไม่หนีไปทางนั้น (แต่ให้เพื่อนสาวไปคนเดียว) แล้วตัวเองกลับหนีไปจนมุมอีกห้อง ทำท่าจะฆ่าตัวตาย ซักพักพอซอมบี้มาเต็มห้อง ค่อยคิดได้ว่าเผ่นไปขึ้นคอปเตอร์ (โดยต้องลุยฝูงซอมบี้) ดีกว่า (แล้วตะกี้ตอนซอมบี้ยังมาไม่ถึงดันไม่หนีไปทางนั้น)

อะนะ ก็คงเพราะหนังมันเก่าแล้ว ยังไงก็ถือว่าเป็นหนังซอมบี้เรื่องแรกๆ ล่ะมั้ง (ความจริงตา Romero ทำ night of the living dead มาก่อน เรื่องนี้ฉบับนิยายเขียนได้อ่านสนุกทีเดียว นิยายทั้งเล่ม เป็นแค่เรื่องที่เกิดขึ้นใน 1 คืน เคยมีพิมพ์ภาษาไทยเมื่อนานมาแล้ว)

ใครชอบดูหนังแนวนี้ แนะนำว่าภาค remake ไม่ก็ shawn of the dead (หนัง parody ตลกร้าย) ดูสนุกกว่าเยอะ แต่ถ้าอยากดูความคลาสสิก ก็ลองหามาดูได้




2006/Jul/23

เพิ่งจะได้ดูหนังเรื่องนี้แบบตั้งใจดู (เมื่อก่อนดูแวบๆทาง UBC หลายรอบ แต่ไม่เคยได้ดูตั้งแต่ต้นซักที) หนังว่าด้วยเรื่องราวของ บิล เกตส์ จอมกะล่อน ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์อันอื้อฉาว กับ สตีฟ จ้อบส์ นักประดิษฐ์อารมณ์ศิลปินผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ล

ตัวหนังก็ไม่ได้อะไรเพราะเป็นหนังที่สร้างจากประวัติของคน แต่จะได้เห็นแนวคิดหลายๆอย่างของสองคนนี้
บิล เกตส์ ก่อตั้งไมโครซอฟท์มา ด้วยการขายของที่ตัวเองไม่มี โดยขายภาษา Basic ให้กับ Altair (โดยที่ยังไม่ได้เริ่มพัฒนามันด้วยซ้ำในตอนที่ขาย) และยังขาย DOS ให้กับ IBM.. ยักษ์ใหญ่ด้านคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น โดยที่เค้าเองก็ไม่มีโปรแกรมที่ว่ามาเหมือนกันในตอนนั้น แล้วจึงค่อยไปหาซื้อ QDOS ("Quick and Dirty Operating System") เอาจาก seattle computer ในราคาแค่ 56,000$ โดยที่เค้าทำเงินได้หลายล้านเหรียญจากการนี้ และภายหลัง ยังเอาไปขายให้กับผู้ผลิิต PC รายอื่นๆในชื่อว่า MS DOS (Microsoft Disk Operating System ไหงชื่อมันเปลี่ยนไปหน้าตาเฉย = =" )

ขณะที่สตีฟจ้อบส์ เองก็ไม่ธรรมดาในด้านการสร้างสรรค์ innovation โดยเริ่มทำเงินจากการสร้าง Blue boxes (โทรศัพท์ทางไกลที่ไม่ต้องเสียค่าโทร ผิด กม.เห็นๆ) และเลิกเรียนมหา'ลัยกลางคัน เพื่อมาสร้าง PC กับเพื่อนในโรงรถ ซึ่งภายหลังบริษัทก็เติบโตขึ้นจนเกิดเครื่อง Apple ขึ้นมา และเติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยการเอาไอเดีย "เม้าส์" และ Graphic User Interface ที่วิศวกรใน บ. XEROX คิดขึ้นมาสร้างเป็น MacIntosh

ตัวหนัง จบลงโดยการที่สตีฟจ้อบส์ เชื่อใจบิลเกตส์ ให้เครื่อง MAC ที่กำลังพัฒนากับบิลเกตส์ โดยเกตส์ตะล่อมว่าตัวเองไม่ใช่คู่แข่งของแอปเปิ้ล แต่เป็นครอบครัว แต่แล้วบิลเกตส์ก็หักหลังโดยการขาย Windows ให้กับ NEC และภายหลัง บ.ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สตีฟจ้อบส์ โดนไล่ออกจาก Apple (และกลับมาทำให้ apple รุ่งเรืองขึ้นอีกในภายหลัง)

โดยส่วนตัว ไม่ค่อยประทับใจกับวิธีการสร้างธุรกิจของบิลเกตส์ซักเท่าไร เพราะเห็นได้ว่า สร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยความสามารถด้านการโน้มน้าวคน และการมีเพื่อนฝูงเส้นสายที่ดี ดูๆไปแล้วนึกถึงเล่าปี่ จอมกะล่อน ที่ขอ"ยืม"เมืองเกงจิ๋ว จากโจโฉ เพื่อสร้างกำลังเอามาสู้กับโจโฉ เกตส์ทำทุกทาง แม้แต่การขายของที่ตัวเองไม่มีได้อย่างเชื่อมั่น (มันแน่จริงๆ)

ขณะที่สตีฟจ้อบส์ ดูจะเป็นนักสร้างสรรค์นวัตกรรมกว่า แต่มีปัญหาในเรื่องอารมณ์ศิลปิน (เจ้าอารมณ์) ทำให้ทำงานร่วมกับคนอื่นยาก แต่ผลงานของสตีฟ ดูแล้วเห็นถึงความสร้างสรรค์มากกว่า ให้อารมณ์เหมือนโจโฉ ผู้เก่งกาจ และมีขุนพลที่ดี แต่ความที่มีปัญหาในเรื่องอารมณ์ ทำให้สุดท้าย ต้องโดนบอร์ดไล่ออกจาก บ.ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา

ชีวิตของจ้อบส์หลังจากออกจาก apple นั่้น (อ้างอิงจาก wikipedia) จ้อบส์ไปตั้ง บ. NEXT ซึ่งสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมาหลายอย่าง (แต่ไม่ประสบความสำเร็จนักในแง่ธุรกิจ) รวมถึงตั้ง บ.PIXAR ซึ่งสร้าง animation ดังๆหลายเรื่องป้อนให้ disney (ภายหลังPIXAR หมดสัญญากับดิสนีย์ ดิสนีย์ได้สร้าง chicken little ออกมา แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อย work จึงซื้อหุ้น PIXAR ทั้งหมดเข้ามาเป็น บ.ลูก )
และ Apple ก็ซื้อ บ.NEXT กลับไป จ้อบส์ก็ได้กลับมาเป็น CEO ของ apple อีกครั้ง ด้วยเงินเดือน 1$ (แต่ได้หุ้นและของขวัญพิเศษอื่นๆ)
หลังจากจ้อบส์กลับมา Apple ก็เหมือนจะเริ่มกลับมาชีวิต ด้วย iMac, Mac OSX และ iPod ที่ดูจะเป็นนวัตกรรมใหม่ๆที่ทำให้สาวกแอปเปิ้ลกลับมาศรัทธาอีกครั้ง และยังสร้า้งสาวกใหม่ได้เพียบ

หลังดูจบ รู้สึกเหมือนดูสามก๊ก กลยุทธ แผนการณ์ต่างๆ การสร้างขุนพล เลี้ยงขุนพล คิดค้นอาวุธและแผนรบของทั้งสองฝ่าย เป็นหนังประเภทที่ดูแล้วสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานดี


ถึงแม้ในสนามรบ จะไม่มีดีมีชั่ว ทั้งสองฝ่าย ต่างก็ทำทุกวิถีทาง แต่สุดท้าย ผมก็ยังชอบโจโฉ ที่ตรงไปตรงมาต่อความทะเยอทะยานของตัวเอง มากกว่าเล่าปี่ ผู้หลอกลวงคนได้ทั้งโลกเพื่อความทะเยอทะยานของตัวเอง

(คล้ายๆสถานการณ์การเมืองไทยตอนนี้แฮะ )

ไปดู V for Vendetta ต่อดีกว่า เอิ้ก

2006/Jul/12



หนังลาโรงไปเป็นปี DVD ก็ออกมาเป็นชาติ เพิ่งจะได้ดู เหอะๆ

ความรู้สึกตอนดู อืมมม หนังก็สนุกดี มีทั้งตลก เศร้า ซึ้ง และสำนวนคมๆ กับการใช้ชีวิตในเหมืองแร่ ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ชายหนุ่มผู้ฆ่าวิศวกรไปหนึ่งคน (โดนรีไทร์จากวิศวฯจุฬาตอนปี 2) เลยไปหางานทำที่เหมืองแร่ดีบุก ตัวหนังดำเนินเรื่องแบบเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ + กระแสของหนังเวลานั้น ที่ไม่ได้เข้าฉายเครือ SF ก็กะแล้วว่าหนังจะไม่ทำเงิน คือ ดูหน้าหนังแล้วไม่ค่อยดึงดูดให้ดู แต่ตัวหนังเองดูสนุกใช้ได้

อาจรู้สึกดีเพราะหนังเรื่องนี้ดูจะให้อารมณ์แบบแฟนฉันในเวอร์ชั่นวิศวกรมั้ง ทั้งบรรยากาศในวงเหล้า ภาษาใต้ที่แทบไม่ได้ยินอีกเลยตั้งแต่ย้ายมาอยู่ กทม.เกือบ 10 ปี บรรยากาศการทำงานของวิศวกร กรรมกร และนายฝรั่งที่ช่วยเหลือกัน เมาด้วยกัน

หนังเรื่องนี้ไม่มีตัวร้าย แทบจะมีแต่คนดีๆจนสงสัยว่าคนเขียนคงเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีมากๆกระมัง หลังจากได้ไปใช้ชีวิตในมหา'ลัยเหมืองแร่อยู่ 4 ปีจนเหมืองปิด เข้าไปตัวเปล่า กลับมาตัวเปล่า มีแค่ใบรับรองงานจากเหมืองแร่ 1 ใบ แต่เก็บเกี่ยวประสบการณ์การใช้ชีวิตมาเพียบ (อย่างน้อยก็เอามาใช้เขียนหนังสือจนดังได้ล่ะ )

ตอนจบเรื่อง มีการเอานายอาจินต์ กะ นายไข่ อายุ 70 กว่าๆทั้งคู่มาเจอกัน คนที่เคยทำงานในเหมืองด้วยกัน เมื่อ 50 กว่าปีก่อน ได้มาเจอกันเพราะหนังเรื่องนี้

เห็นแล้วรู้สึกว่าอนาคตมันเป็นสิ่งไม่แน่นอนจริงๆ
อนาคตแต่ละวัน มันต่างกันด้วยมุมมองของเรา เท่านั้นเอง