Photo-Journal

2010/Jan/24

รีบเขียนต่อก่อนจะขี้เกียจ  ตอนนี้เน้นรูปแทน

      หลังออกจากถ้ำดาวดึงส์ประมาณบ่ายสี่  เราก็รีบบึ่งต่อไปสังขละฯ ก่อนมืด   เส้นทางช่วงเข้าสังขละเป็นถนนสองเลนแคบๆ ซะส่วนใหญ่  และมีเนินขึ้นๆ ลงๆ เขาเยอะพอควร   ด้วยความที่รถแบกน้ำหนักคนตัวควายๆ 4 คน  จึงแทบคลานขึ้นไปในเนินบางช่วง   สุดท้ายก็ไปถึงสังขละประมาณ 6 โมงเย็น กับน้ำมันที่เหลือแค่ขีดเดียว

Next Stop ... เจดีย์พุทธคยา

    

     เจดีย์พุทธคยา... เอ่อ  ก็เป็นเจดีย์ที่คนมาเที่ยวสังขละทุกคนต้องไปแวะ  เพราะในสังขละมันมีที่ให้เที่ยวแค่เจดีย์กะสะพานมอญ  เลยเป็นไฟต์บังคับให้ลงไปถ่ายรูปซะหน่อย เดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง   ด้วยความรีบๆ เลยไม่ได้อ่านแต่เดาว่าหลวงพ่อที่วัดนี้เป็นผู้ริเริ่มสร้างสะพานมอญขึ้น(มั้ง)


แมวแถวนั้น

ถ่ายไปถ่ายมาได้ซํก 10 นาที  ก็รีบทำเวลาไปต่อที่สะพานมอญ หรือสะพานไม้ยอดฮิตแห่งสังขละ


Next stop... สะพานมอญ

     หลังจากขับรถหาหลงไปมาทางไปสะพานอยู่พักนึง  เราก็ได้ไปจอดรถตรงตีนสะพานจนได้  โดยแถวนั้นจะมีแพพักกลางน้ำอยู่ด้วย  ราคาคืนละ 700 บาท แต่ไม่มีไฟฟ้า และดูแล้วแถวแพออกจะขยะเยอะ เราเลยไปหาที่พักที่อื่นที่มันสบายๆ ดีกว่า   (แต่ฝั่งตรงข้ามของสะพานจะมีแพที่ดูดีกว่าและมีไฟฟ้า ราคาไม่รู้เพราะไม่ได้ถาม)   

 


แพที่พัก ฝั่งตรงข้ามก็มีแต่ดูดีกว่า

 
บรรยากาศโดยรอบ มองจากสะพาน

สะพานไม้  ช่วงนี้กำลังบูรณะเพิ่ม ส่วนต้นๆ โดนเปลี่ยนเป็นไม้ใหม่ไปแล้ว (สีแดงๆ ที่กองอยู่ข้างๆ)  ถ้าเปลี่ยนเป็นไม้ใหม่หมด  ความคลาสสิกของสะพานอาจจะหายไปก็ได้

 
มีคนพาน้องหมาล่องแพเล่นด้วย  หลังๆ ปล่อยให้หมาว่ายน้ำตามแพ

 เริ่มมืด ได้เวลาเผ่นไปหาที่พักก่อนจะไม่มีที่นอน  วันนี้บังเอิญตรงกับห้องหนอน pantip.com จัด trip มาที่นี่พอดี  ก็แอบเสียวๆ อยู่ว่าจะหาที่พักไม่ได้  แต่เอาเข้าจริงสังขละฯ ที่พักเยอะมาก  แถมยังมี 7-11 ใหญ่โตอยู่กลางตลาด  (ปั๊มน้ำมันสิยังหายากกว่า)   สุดท้ายก็ไปหาที่พักชื่อบ้านริมน้ำ  เพราะมีห้องพักริมน้ำแบบมีไฟฟ้าประปาให้ใช้  (ไม่ใช่แพนะ)   ค่าห้อง 700 บาทยัดเข้าไป 4 คน  นอนในถุงนอนซะสองคน


สภาพห้องพัก  ไม่มีแอร์ แต่อากาศเย็นจนไม่รู้จะใช้แอร์ทำไม

 

--- วันที่สอง ---


ตื่นแต่ 6 โมงเช้าแหกขี้ตามาถ่ายรูปคนเดียว   มองไกลๆ เริ่มจะเห็นคนไปเดินบนสะพาน

ถ่ายจนเริ่มฟ้าสาง  อากาศดีมีหมอก

ถ่ายอยู่มุมเดิมๆ จากห้องพักนี่ล่ะ


หมอกลอยจากน้ำ  ยามเช้าที่สังขละ อากาศดี หมอกสวย

 

ถ่ายรูปจนจะเจ็ดโมง  เพื่อนแม่งยังไม่ยอมลุกกัน  ปรกติชาวบ้านเค้าต้องไปถ่ายรูปพระบิณฑบาตรที่สะพาน  นี่ได้แต่ถ่ายแถวที่พักไปตามเรื่องตามราว  กว่าจะเสด็จออกมาจากที่พักกันได้ก็ 8 โมง

 
รถตากน้ำค้าง


ออกตัว 8 โมง ก็ยังว่างไปกินข้าวเช้าที่ตลาดก่อน  

 
ขนมจีนน้ำยามอญ  10 บาท

 

กว่าจะไปถึงสะพานอีกรอบ แน่นอน ไม่มีพระเหลือ  ชาวบ้านที่มาเที่ยวถ่ายรูปคณะอื่นก็เริ่มทยอยไปกินข้าว เออดี  ไม่ต้องแย่งกะใคร


ชาวบ้านแถวนั้นก็ยังใช้ชีวิตกับสายน้ำเป็นปกติแบบไม่แคร์สื่อ  (ถ้าไม่นับธุรกิจที่หากินกับนักท่องเที่ยว) 

 
บริเวณสะพานจะมีเรือรับจ้าง ราคา 3-400 บาทเหมาลำไปดูวัดจมน้ำ  หรือที่เรียกชื่อซะอย่างหรูว่าเมืองบาดาล


มาถึงแล้วก็ต้องไปนั่งเรือดูซธหน่อย  เอ้า  ซิ่งเลยพี่

ข้างทางมีเด็กกำลังซิ่งแพแข่งกัน


แล่นเรือไปได้ซักพักก็มาถึงวัดแห่งแรก 

      เดิมบริเวณนี้เคยเป็นหมู่บ้าน แต่หลังจากที่มีการสร้างเขื่อนเขาแหลม ก็ทำให้น้ำท่วมขึ้นมา  พวกวัดต่างๆ ที่อยู่บนที่สูงหน่อยก็เลยกลายเป็นจมน้ำครึ่งๆ กลางๆ เกิดเป็นที่เที่ยวทำรายได้ให้คนแถวนั้น   ในช่วงฤดูแล้งหน่อย ช่วงเดือน 3-4 จะสามารถลงไปเดินบริเวณวัดพวกนี้ได้เนื่องจากน้ำลดจนถึงพื้น


ตรงนี้เป็นจุดที่ลงไปเดินได้ถ้าน้ำลดมากๆ  เนื่องจากช่วงนี้น้ำยังสูง ลงเดินไม่ได้  ค่าเรือ 300 บาทเลยพาวนแค่นี้ 


เรือวนกลับมาที่ท่า  ตรงนี้คือสะพานอีกส่วนที่อยู่ติดๆกับสะพานมอญ  แต่เป็นสะพานยุคใหม่ มีปูนแข็งแรง  คิดว่าถ่าสะพานมอญบูรณะเป็นอย่างงี้ คนคงหายไปจากสังขละเยอะ

แถวสะพานมอญ เวลาคนไปเที่ยว มักจะมีรูปยอดฮิตอยู่แบบนึง คือเด็กกระโดดน้ำ  ซึ่งเด็กพวกนี้ก็เดินไปเดินมาอยู่แถวสะพานจนเชื่อว่าน่าจะมีบางคนรับจ้างกระโดดน้ำให้นักท่องเที่ยวถ่ายกันเป็นปกติ

 

Next  stop..  ปั๊มน้ำมัน

       หลังจากไปเที่ยวจนหมดโปรแกรม (ไม่ไปเจดีย์สามองค์เพราะเพื่อนที่เคยไปบอกว่าไม่มีอะไร)   ก็ได้เวลาเผ่นกลับ กทม. (โดยแวะมันทุกจุดที่ผ่านเท่าที่เวลาอำนวย)  แต่ก่อนนั้นได้เวลาหาปั๊มน้ำมันก่อนเพราะน้ำมันเหลือขีดเดียว และเส้นทางที่มาสังขละประมาณ 100 กม. ไม่เห็นปั๊มน้ำมันเลย  หลังจากใช้ GPS หาปั๊มน้ำมันใกล้สุดก็เจอปั๊ม ปตท.อยู่ปั๊มหนึ่งใกล้ๆ ตลาด   จึงรีบเผ่นไปเติมก่อนออกตัว

       ขณะที่เติมน้ำมันไปได้ 476 บาท  น้ำมันก็หมดปั๊ม  (บร๊ะเจ้าโจ๊ก  เคยเติมน้ำมันหมด ถังของป๊มมั๊ย  คาดว่าถ้ามาเติมน้ำมันช้ากว่านี้อีกนิดคงได้นอนสังขละต่ออีกคืนเพื่อรอเค้ามาลงน้ำมันเพิ่ม)  ถือว่าโชคดีไป อย่างน้อยก็มีน้ำมันพอจะไปถึงปั๊มถัดไปได้


 Next  stop.. จุดชมวิวข้างทาง


จุดชมวิวข้างทาง ที่น่าจะเป็นเขื่อนเขาแหลม   ไม่มีอะไรมากาย แค่จุดชมวิวธรรมดา


Next  stop..จุดชมวิวเขาแหลม

     หลังจากผ่านจุดชมวิวแรก ก็มีป้ายจุดชมวิวอีกแห่ง  ซึ่งเราก็ตั้งเป้าจะแวะมันไปเรื่อยระหว่างทาง  ก็เลยขับแวะเข้ามา แต่หลังจากเข้ามาประมาณ 4-5 ร้อยเมตร  ไอ้ป้ายจุดชมวิวตะกี้ มันเปลี่ยนเป็นป้ายอุทยานแห่งชาติเขาแหลมไปซะฉิบ  เฮ้ย  เข้ามาจุดชมวิวไหงกลายเป็นอุทยานแห่งชาติวะ  แถมด้วยด่านเก็บเงินข้างหน้าอีกแล้วดีไปที่เค้าไม่เก็บตังค์ (ด้วยสาเหตุอะไรไม่รู้ อาจจะเลิกเก็บไปแล้ว)


มีแพล่มอยู่ด้วย (แพ-ล่ม แพ-ล่ม ... จะอ่านว่า "แพล่ม" ตลอดเลยแฮะ)

 
มีจุดให้ลงไปเล่นน้ำ

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม  ดูๆ ไปแล้วก็เป็นเขื่อนดีๆ นี่เอง  แต่น้ำใสดูน่าเล่นกว่าที่สังขละเยอะ

น้ำเขียวๆ

เนื่องจากรถจอดอยู่ไกลและไม่มีใครหยิบกางเกงว่ายน้ำมา  เลยออกตัวต่อ ไม่เล่นน้ำ


Next  stop.. น้ำตกเกริงกระเวีย

    น้ำตกชื่อพิลึกที่อยู่ระหว่างทางไปสังขละ  ถือว่าเป็นจุดแวะที่ดูใหญ่โตพอควร  มีร้านขายข้าวอยู่ด้านหน้า เมื่อผ่านมาถึงก็ได้เวลากินข้าวเที่ยงพอดี


ตัวน้ำตกเน้นกว้างแต่ไม่เน้นสูง   มีจุดแบบนี้อยู่หลายจุด 

 
ฝรั่งแช่บ๊วยเขียวๆ สดใส


Next  stop.. ถ้ำละว้า

      หลังออกจากน้ำตกเกริงกระเวีย  ขับมาเรื่อยๆแต่ที่เที่ยวที่อยู่ฝั่งเดียวกันไม่ค่อยมี  จนมาถึงน้ำตกไทรโยคน้อยอีกครั้ง  เราก็เหลือบไปเห็นป้ายถ้ำบาดาล  ชี้ว่ามีถนนขึ้นไปได้  เอาละวา ไม่ต้องเดิน 2000 m.   ขับรถขึ้นไปก็สบายสิ  เลยลองวนเข้าไปดู แล้วก็เจอทางชันนรกและเป็นทางดิน  รถเก๋งแบกน้ำหนักอ้วนๆ เลยต้องยอมถอย  เปลี่ยนเป้าหมายไปที่ถ้ำถัดไป คือถ้ำละว้าแทน

      จากถนนใหญ่ กว่าจะเข้ามาถึงถ้ำละว้า น่าจะอยู่ห่างซํก 15 กม.บนทางที่มีป้ายไม่ค่อยละเอียดนัก  และเนื่องจาก GPS ถูกโอเชียนแย่งสายไฟไปชาร์จแปรงสีฟันอยู่  ทำให้หลงทางไปซักพัก กว่าจะมาถึงถ้ำละว้าได้  (ต้องขู่ว่าจะทิ้งแปรงสีฟันถ้าเสือกยังมาแย่งไฟ GPS อีก  สาดดด)

และแล้วก็มาถึงอุทยานแห่งชาติถ้ำละว้า  เสียค่าเข้าอีก 120

        ถ้ำละว้า  เป็นถ้ำไฮเทค หรือที่โรมรันเรียกว่าถ้ำอเมริกัน คือ มีการปรับสภาพพื้นให้เดินง่าย  ติดไฟตามทางเดินและตามจุดต่างๆ  ทำให้เหมือนกับมาเดินเที่ยวเล่นมากกว่าจะมาแนวผจญภัย  ตัวถ้ำเองค่อนข้างใหญ่โต และเนื่องจากมีไฟติดไว้ตลอดทางจึงถ่ายรูปง่ายถึงจะไม่มีแฟลชหรือขาตั้งกล้อง 

 



ตามจุดต่างๆ  ติดไฟส่องหินไว้ให้ถ่ายรูปง่ายๆ


หรือแม้แต่ทางเดินที่ปรับจนเรียบ และมีไฟส่องตลอดทาง

แต่ก็ทำให้เราไม่เห็นค้างคาวเลย  เนื่องจากค้างคาวคงอยู่ไม่ได้ถ้ามีไฟรบกวนขนาดนี้  จะมีก็แค่ได้ยินเสียง

ในถ้ำเจอแต่กบ  แต่ทางเดินเรียบๆ และไม่มืดนักเลยไม่มีใครจับกบ

สำหรับคนที่ชอบเที่ยวแนว adventure  คาดหวังว่าจะเจอแบบลุยๆ  อาจจะบอกว่า..

แต่โดยตัวถ้ำแล้วถือว่าใหญ่โตอลังพอควร  และเที่ยวง่ายไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือเด็ก ก็อยู่ที่ชอบแนวไหน

 

ออกจากถ้ำมาก็เกือบหกโมงเย็น  เนื่องจากชาวคณะบางส่วนจะรีบกลับไปสำรวจถ้ำต่อที่ กทม.  (แต่ไม่ยอมส่งการบ้านและรูปปลากรอบ)  เลยไม่แวะกินข้าวเย็นที่ไหนแล้ว

 

To be continue...!?   ถ้าโอเชียนและโรมรันส่งการบ้าน

 

 

2010/Jan/24

        หลังจากดองบล็อกมานานมาก  วันนี้ผมก็ตัดสินใจเอาชนะความขี้เกียจมานั่งเขียนบล็อกเรื่องที่เพิ่งไปเที่ยวสังขละมา (แต่บล็อกไปญี่ปุ่นเมื่อสองปีก่อนยังดองไม่มีอารมณ์เขียนเหมือนเดิม)

       ด้วยความที่เพื่อนโอเชียนและโรมรันกลับมาจาก US  เลยแพลนว่าสมควรหาที่ไปเที่ยวซํกที่ๆ ไม่เคยไป  ซึ่งทีแรกก็ไม่ได้กะจะไปสังขละฯ แต่กะว่าจะหาทัวร์ไปเหนือเพราะช่วงนี้อากาศมันเริ่มเย็นๆ อีกรอบ   แต่หาไปหามามันไม่ลงตัวซํกที (~เหมือนชาวบ้านเค้าจะไปกันหมดแล้วตอนก่อนปีใหม่) เลยเอาวะ สังขละฯ ละกัน (เหมือนจะ)ใกล้ๆ  แค่กาญฯ เอง (ตอนนั้นหารู้ไม่ว่ามันต้องขับรถต่อจากกาญฯ อีกเกือบ 3 ชม.)  ขับรถไปเองได้ จะได้แวะเที่ยวข้างทางไปเรื่อยๆ ด้วย  เลยเกิดมาเป็นทริปไปสังขละฯ แบบสบายๆ เสาร์อาทิตย์

       เช้าวันเสาร์ที่ 16 มค.  เลยนัดออกตัวกันตั้งแต่ 7 โมง ด้วยสมาชิกทริป 4 คน ที่ import มาจากพม่า 3 คน  (โรมรัน, โอเงี่ยน และคุณทอม หนุ่มรัสเซียเพื่อนโรมรัน)


แวะร้านข้ามหมูแดงข้างทางเป็นข้าวเช้า  เอ่อ  ไม่ค่อยอร่อยเลย ทีแรกเห็นร้านแกมีทองม้วนสดกะจะซื้อด้วย พอกินข้าวแล้วเปลี่ยนใจเพราะคิดว่าทองม้วนคงอารมณ์เดียวกะข้าวแหง

      ขับไปเรื่อยๆ ตามข้างทางพอเข้าเมืองกาญฯ ก็เจอป้ายที่เที่ยวเป็นระยะ  แต่เรายังไม่แวะเพราะหลายที่มันกระชั้น พอเจอป้ายทางเข้าก็หยุดไม่ทันแล้ว  รึบางที่อยู่อีกฝั่งถนนก็กะแวะเก็บตอนขากลับ   หลังจากขับมาจนคนข้างหลังมันไปเฝ้าพระอินทร์กันหมดทิ้งให้คนขับเดียวดาย  ก็เจอจุดแวะแห่งแรกที่มีแต่รถทัวร์จอดกันเต็มไปหมด

Next stop ... น้ำตกไทรโยคน้อย


ดูความฮิตได้จากรถทัวร์ที่อยู่ข้างหน้าเพียบ

       น้ำตกไทรโยคน้อย  เป็นน้ำตกยอดฮิตของกาญฯ ที่ไม่ถึงกับไกลจาก กทม.มากนัก เส้นทางมาค่อนข้างสะดวก เป็น 4 เลนเกือบตลอดทาง  ฝั่งตรงข้ามน้ำก็และภายในเขตก็มีร้านค้าเพียบ  เมื่อเข้ามาในเขตน้ำตก จะมีทางแยกให้ "เดินขึ้นบันได" ไปถ้ำวังบาดาล และพุต้นน้ำ แต่หลังจากดูป้ายบอกระยะทาง โอเชียนก็ถอดใจ ขอไปแค่น้ำตกละกัน



ถ้าเก็บเงินคนเขียนได้คนละ 500 บาทจริง  น่าจะได้หลายหมื่นอยู่




      ตัวน้ำตกเอง ช่วงที่ผมมาดูน้ำจะไม่ค่อยเยอะ (แต่คนเยอะ)  แต่เดาจากรูปร่างหินถ้ามีช่วงน้ำมากน่าจะเป็นน้ำตกที่ดูสวยใช้ได้  (แต่มันมีช่วงน้ำมากจริงรึเปล่า อันนี้ไม่รู้)   มีฝรั่งทั้งลุงและป้าพุงพลุ้ยใส่บิกินี่เล่นน้ำ เป็นภาพเจริญตาพาให้ผมและชาวคณะ ออกตัวไปต่อได้อย่างไม่ต้องคิดมากนัก (และยังไม่อยากจะมานั่งเล่นน้ำตอนเที่ยงๆ ด้วย).. 

 

next stop -อุทยานแห่งชาติไทรโยค

      ขับรถต่อมาจากน้ำตกไทรโยคน้อยไม่ไกลนัก  ทางซ้ายมือก็มีป้ายอุทยานแห่งชาติไทรโยค  คณะทริปมักง่ายเลยแวะเข้าไปแบบไม่ต้องคิดเพราะป้ายมันท่าทางใหญ่โตดี  เมื่อมาถึงอุทยาน พบว่ามีการเก็บค่าเข้าคนละน่าจะ 40 บาท รถอีก 30 บาท  ชาวต่างชาติ 200 บาท เลยให้คุณทอมชาวรัสเซียสวมหมวกก้มหน้าก้มตาทำเนียนซะ ไม่งั้นค่าเข้าเอ็งออกส่วนของตัวเองนะเฟ้ย


ภายในอุทยานมีที่เที่ยวอยู่หลายจุด และยังมีบ้านพัก, ร้านอาหารของเอกชนอีกเพียบ  
อุทยานแห่งชาติไทรโยค ไม่มีต้นไทร มีกลอนเขียนประวัติไว้ว่าเชื่อว่าเดิมน่าจะมีต้นไทรแต่โดนไม้อื่นเบียดเบียนจนไม่เหลือแล้ว


มีทั้งบ้านพักริมน้ำ ร้านอาหาร และบริการล่องเรือล่องแก่งล่องแพไปตามแม่น้ำแคว


มีสะพานแขวนที่เขียนว่าห้ามข้ามเกินครั้งละ 5 คน  เดินแล้วก็แกว่งไปแกว่งมา เหมาะแก่การชวนสาวมาทดสอบปรากฏการณ์สะพานแขวน


น้ำตกไทรโยคใหญ่ มองจากจุดชมวิวฝั่งตรงข้าม ดูแล้วคงไม่ได้เหมาะเอาไว้เล่นน้ำเท่าไร  จะมีเรือลากนักท่องเที่ยวเข้าไปดูใกล้ๆ ผ่านมาเป็นระยะๆ


น้ำตกไทรโยคเล็ก ในคำอธิบายเขียนว่ามีความสูงมากกว่าไทรโยคใหญ่  ดูแล้วไม่แน่ใจว่าใหญ่กว่าไทรโยคน้อยมั้ย  ว่าแต่ใครมันตั้งชื่อกัน(วะ)  เรียงตามลำดับอะไรเนี่ย


จุดชมวิวในอุทยาน


มีป้าย hype ซะด้วย  ภายในเขตอุทยาน มีถ้ำอยู่สองถ้ำคือ ถ้ำแก้ว และ ถ้ำค้างคาวเนื่องจากถ้ำค้างคาวอยู่ไกล และเราไม่ใช่ชอลิ้วเฮียง จึงเลือกไปถ้ำแก้วที่เดินใกล้กว่า  แต่เมื่อไปถึงกลับเจอป้าย


อ้าว ห้ามเข้าแล้วพี่ไม่แปะบอกผมตั้งแต่ป้ายตะกี้ล่ะคร้าบ  ปล่อยให้เดินมา

ไหนๆ ก็เดินมาถึงนี่แล้ว เราจึงเดินต่อไปดูหน่อยว่าทำไมมันถึงห้ามเข้า  เมื่อไปถึงที่จึงเข้าใจ


เอ่อ  ถึงไม่เตือนผมก็ไม่กล้าเข้านะ  ปากทางยังกะต้องคลานเข้าไป  คาดว่าจะต้องให้ จนท.มานำทาง แต่ปากถ้ำมีลมพัดออกมาเย็นดีมาก  คิดว่าในถ้ำคงมีทางทะลุให้อากาศผ่านเข้าออก ผิดกับถ้ำส่วนใหญ่ที่จะร้อนๆ อับๆ

ข้างทางยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติชมนกชมไม้ และเตาที่ทหารญี่ปุ่นมาก่อไว้เมื่อสมัยสงครามโลก  แต่เนื่องจากเราไม่ได้เอาหม้อมาและไม่คิดจะใช้เตาทหารญี่ปุ่นมาหุงหาอาหาร เลยเดินกลับไปกินข้าวหน้าอุทยาน (แมลงวันเป็นล้าน  กินไปบ่นไป)  หลังจากอิ่มหนำกับข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างแล้วก็เดินทางต่อ

next stop... ถ้ำดาวดึงส์

ขับรถออกมาจากเขตอุทยานฯ ไทรโยค ได้ไม่น่าจะไกลมากนัก หลังจากที่เรายังอารมณ์ค้างเพราะเจอป้ายมาหลายถ้ำแต่ไม่ได้เข้าไปซักที  คราวนี้เมื่อเจอป้ายถ้ำดาวดึงส์ จึงรีบขับแวะแบบไม่คิดอะไรมากนัก  ถนนทางไปถ้ำดาวดึงส์ ดูจะเป็นเส้นทางเล็กๆ เมื่อไปถึงเขตอุทยาน ไม่มีคนเฝ้าหน้าประตู (มีแต่หมาอยู่ตัวนึง)  เราเลยขับขึ้นไปเองตามทาง




หมาหน้าอุทยานมันวิ่งตามมาด้วย สงสัยจะเป็น จนท.กิตติมศักดิ์ มานำทางนักท่องเที่ยว


หน้าถ้ำดาวดึงส์นี่ไม่กั้ก มีป้ายเตือนนักท่องเที่ยวตั้งแต่แรก เราจึงเตรียมไฟฉายกันไปด้วย 

      ขณะเตรียมตัวอยู่ซักพัก ก็มีกลุ่มเด็กๆ ขี่มอไซค์พร้อมไฟฉายมากลุ่มใหญ่ ไอ้เราก็งงว่ามันมาเที่ยวกันเหรอวะ มาเดาเอาทีหลังตอนที่เดินขึ้นไปถึงถ้ำแล้วว่า อ๋อ มันคงทำอาชีพเป็นไกด์ช่วยเจ้าหน้าที่นำเที่ยวหาเงินค่าขนม  แหม  ถ้าบอกตรงๆ แต่แรกพวกพี่ก็จ้างเอ็งไปแล้วนะ  ดันไม่พูดไม่จาแว้นไปแว้นมาอย่างเดียว

      ทางขึ้นถ้ำดาวดึงส์ ต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณ 500 เมตร  ทางเดินขึ้นไม่ดีไม่แย่  เดินแบบกำลังทำท่าจะเหนื่อยก็ถึงปากถ้ำพอดี


ภายในถ้ำดาวดึงส์ไม่มีไฟฟ้า  ไม่มีบันได และยังคงความเป็นถ้ำตามธรรมชาติอยู่  ภายในจึงมืดมาก ไม่มีไฟฉายไม่มีสิทธิ์เที่ยว (และไม่มีขาตั้งกล้องหรือแฟลชก็แทบถ่ายรูปไม่ได้ )

ทางเดินลง  (จริงๆ มืดสนิท)


หินงอกหินย้อยในถ้ำ มีการตั้งชื่อเรียกต่างๆ กันไป

ค้างคาวคุณกิตติ  ค้างคาวชื่อดังที่เคยอ่านเจอในหนังสือการ์ตูนความรู้ที่ซีเอ็ดขายระเบิดเถิดเทิงเมื่อนานมาแล้ว  เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดเล็กสุดในโลก


ภายในยังมีจุดที่ต้องปีนป่าย หรือมุดๆ ลอดๆ อยู่  เรียกว่าเป็นถ้ำที่ยังซิงๆ เป็นธรรมชาติอยู่มาก

หลังจากเดินไปเดินมาจนเริ่มร้อน  และเวลาเจียนจะเย็น  ก็ได้เวลาที่เราจะรีบเผ่นไปสังขละก่อนที่จะมืด  ก่อนจะกลับออกมาก็มีฝรั่งมาเที่ยวโดยมี จนท.นำทางมา  แสดงว่าน่าจะมี จนท.อยู่ในบ้านพักแต่เราขับผ่านมาโดยไม่ได้หยุดถามน่ะเอง

 

Next stop ... สังขละบุรี

(to be continue)

ปล. เขียนตั้งนาน ยังไปไม่ถึงสังขละเลยแฮะ

 

2008/Feb/23

update สัตว์น้ำที่บ้าน
 
Full red 3 เดือนกว่า ในตู้โสๆ   





Full red swallow มั่ง   (มี 4 ตัว ตายเรียบเหลือตัวเดียว   Embarrassed  ตอนอากาศเย็นช่วงมกรา  )



Metal king cobra  3 เดือนกว่าเหมือนกัน  (ไหงมันไม่ยักมีสีเหลืองเหมือนตัวพ่อ)


ออกมาสีจืดๆ หมด  แต่ลายหางละเอียดกว่าตัวพ่อหน่อย


หมดมุกแล้ว



มี Metal king cobra blue  เอาไปลงอ่างบัวหมด สะท้อนแดดสวยดี แต่พอตักมาใส่ตู้ ลายหางมันแหว่งๆ ตรงกลางอะครับ สงสัยเพราะเจอยีนส์ grass   ไว้โตๆ มาค่อยตักมาดูอีกที


ตอนนี้ นอกใจหางนกยูง หันมาปันใจให้กุ้งเคร  Grin   สีมันแสบตาดี

bright orange




สัตว์ประหลาด





กุ้งบลู   โคตรขี้อาย แถมสียังไม่ค่อยสดอีกอ้ะ


มุดทั้งวัน แต่เห็นงี้กลางคืนเคยแอบย่องมางาบม้าลาย gmo ไปตัว  เลยต้องแยกเลี้ยง