Photo-Journal

ได้ฤกษ์ up blog โดยการขุดของเก่ามาหากินอีกรอบ

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว มีโอกาสได้ไปทีลอซูช่วงปลายฝนต้นหนาว (ไปทำงาน emo1170.gif ) ว่างๆ ก็ขุดมาโพสต์ซะใน blog

วันแรก :
คณะเดินทาง 4 คน ประกอบด้วยผมกะรุ่นน้อง 2 คน นายจ้างอีกคน ขับรถไปแม่สอด ใช้เวลา 5 ชม. แวะเที่ยวเลียบๆเคียงๆแม่สอด ที่เป็นเมืองที่เศรษฐกิจค่อนข้างดีคงเพราะเป็นเมืองชายแดน มียาบ้าเข้ามาบ่อย blink.gif คนส่วนใหญ่พูดได้ทั้งภาษาพม่าและไทย เดินๆนี่ ได้ยินภาษาพม่ามากกว่าด้วยซ้ำ จากแม่สอดต่อไปอุ้มผาง จะต้องผ่านเส้นทางฟ้า ที่เรียกว่าเส้นทางลอยฟ้า เพราะเส้นทางแคบๆขึ้นๆลงๆเขา โดยมีข้างทางเป็นหน้าผายาวไปตลอด หลายๆคนคงเคยได้ยินกิติศัพพ์ ว่ากันว่ามีโค้งทั้งหมด 1219 โค้ง ตอนขับๆไปนี่ มีเจอวัวนอนขวางถนนด้วย ถ้ามีรถสวนมาเร็วๆนี่ คาดว่าคงมีใครได้ลงไปนอนเล่นก้นเหวกันได้ง่ายๆ แต่เนื่องจากผมไปตอนวันธรรมดา ไม่ค่อยมีคนเลยขับสบายๆ ไปถึงอุ้มผางตอน 1 ทุ่ม ใช้เวลาบนทางลอยฟ้าซะ 3 ชม.กะระยะทางแค่ประมาณ 80 กม. (มั้ง จำไม่ได้)
ง่า ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย เส้นทางสวยมากๆ แต่เนื่องจากไม่สามารถหยุดรถถ่ายรูปได้ตามใจเพราะกลัวโดนรถเสย


วันที่สอง :
จากอุ้มผาง ต้องล่องแพไปทีลอซู ตอน 8.30 แต่โชคไม่ดีเท่าไรที่ฝนตก ได้แต่หาอะไรมาคลุมกระเป๋ากล้องตลอดเส้นทาง



ล่องแพกลางสายฝน


ระหว่างล่องแพจะมีน้ำตกทีลอจ่อและน้ำตกสายรุ้ง จนไปถึงฝั่งที่เรียกว่าท่าทรายตอน 11.30 แล้วก็ได้เวลาลงเดิน เส้นทางไปเขตอนุรักษ์ฯทีลอซูในช่วงหน้าฝน จะเป็นโคลนเละสุดๆ ช่วงเดือนธันวาเป็นต้นไปถึงจะอณุญาติให้รถ 4wd ขึ้นไปได้ แต่ผมไปตอน พย. ฉะนั้น เดินสถานเดียว.. ก่อนจะมาที่นี่ ได้มีโอกาสซื้อสตั้ดพม่า ก็คือรองเท้าชั้นต่ำไว้ลุยโคลนแบบไม่เสียดาย ราคา 50 บาท แต่มีสตั้ด ไม่ลื่นโคลน แต่ไอ้การใช้รองเท้า-บี๊บ- นั่นกลายเป็นความผิดพลาด หลังจากเดินขึ้นเขาไป 3 ชม. ทุกคนโดนรองเท้ากัดซะเหวอะหวะกันถ้วนหน้า ใครจะไปพึงจำไว้ว่าอย่าซื้อรองเท้า 50 บาทไปใช้ขึ้นเขา



สตั้ดพม่า ราคา 50 บาท แต่ไม่คุ้มค่ายารองเท้ากัด


จากเขตอนุรักษ์ (มีที่ให้กางเต้นท์) เดินลุยไปอีก 40 นาทีก็จะถึงทีลอซู สุดท้ายเราก็ไปถึงทีลอซูตอน 4 โมงเย็น ไม่ใช่เวลาที่ดีนักสำหรับการถ่ายรูป (เอ้อ... งานของผมคือการไปเก็บภาพถ่าย และวีดีโอของทีลอซู ในงบโคตรจำกัด) ไปถึงฝนก็เกือบหยุดตก แต่ว่าแดดย้อนไปด้านหลังแล้ว น้ำตกเลยค่อนข้างมืด แต่ว่าน้ำตกทีลอซูในช่วงปลายฝนยิ่งใหญ่สมราคา แล้วช่วงฤดูนี้นักท่องเที่ยวก็ไม่มาก เราเลยได้ถ่ายรูปกันตามสบาย (จริงๆคือไม่มีคนอื่นอยู่เลย)



ทีลอซู ช่วงเย็นๆ แสงไม่ค่อยมี




เนื่องจากไม่มีเลนส์ super wide สำหรับดิจิตอล ภาพนี้เลยใช้ถ่าย 16 ครั้งด้วยเลนส์ติดกล้องของ 300D แล้วมาต่อกันในคอม เพื่อจะได้ image size ใหญ่ขนาดแปะฝาบ้านได้



ชื่อทีลอซู หมายถึง น้ำตกดำ มาจากความรุนแรงดำทมึนของกระแสน้ำในฤดูฝน
(ส่วนตัวผมชอบภาพน้ำตกที่ดูรุนแรงสีดำแบบนี้ มากกว่าภาพน้ำตกที่ถ่าย slow speed จนพริ้ว เพราะมันดูมีพลังเข้ากับภาพพจน์ทีลอซูดี)


หลังจากเก็บรูปและวีดีโอเรียบร้อย เราจึงเดินทางกลับเขตฯ (ที่กางเต้นท์) ในช่วงหน้าฝน จะไม่มีการขายอาหารหรือน้ำใดๆทั้งสิ้น รวมถึงไม่มีไฟฟ้าด้วย ดังนั้น คุณเฉลิม ไกด์ที่เป็นคนนำทางมาให้จึงเป็นคนทำอาหารให้ ทั้งน้ำดื่มและอาหาร รวมถึงภาชนะทุกอย่าง ต้องขนมาจากอุ้มผางหมด ดังนั้น การจะมาเที่ยวทีลอซูช่วงหน้าฝนโดยไม่มีไกด์ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายหรือสบายนัก (เมื่อ 4 ปีก่อนนะ ตอนนี้ไม่รู้)

วันที่สาม:
ตื่นแต่เช้าเพราะกลางคืนไม่มีไฟ เลยนอนเร็ว มีเมฆครึ้มอีกตามเคย เราจึงตัดสินใจไม่กลับไปทีลอซูอีก เพราะคงไม่ได้รูปดีกว่าเมื่อวานในสภาพแสงอย่างงี้ (เจ็บตีนด้วย) เลยตัดสินใจไปเก็บรูปจุดอื่นต่อ หลังจากเดินอย่างกล้ำกลืน (รองเท้าระ-บี๊บ-) ก็มาถึงท่าทรายตอนเที่ยง จากจุดนี้ ล่องเรือไปอีกเส้นทางกะรอบแรก ชม.ครึ่งก็จะไปถึงจุดที่ขึ้นรถได้ แต่โชคดีที่เริ่มมีแดดออก การล่องแพช่วงนี้จึงเริ่มสนุกขึ้น

ในเส้นทาง จะต้องผ่านแก่ง 2 แก่ง (แบบไม่ใหญ่นัก) ถึงเวลาทำงานอีกครั้ง ถึงจะกลัวกล้องเปียก แต่งานก็คืองาน ผมตัดสินใจเอากล้องวีดีโอมาถ่ายตอนล่องแก่งทั้งๆที่ไม่ได้มีอุปกรณ์กันน้ำหรูตีนอะไรเลย โชคยังดีที่รอดมาได้

หลังจากมาถึงฝั่ง เดินต่อไปอีกหน่อยก็มาถึงถนนที่เตรียมรถมารับไว้ แล้วเดินทางไปดอยหัวหมด แต่ฟ้ามืดลงอีก วัยรุ่นเซ็ง เลยกลับที่พัก ชวดถ่ายดวงอาทิตย์ตกไปตามระเบียบ


ซิก้าพม่า มีขายตามบ้านกะเหรี่ยงทั่วไป (แต่ไหงมีสัญลักษณ์โซเวียตแปะอยู่!?)



ชักภาพรวมที่ดอยหัวหมด เพราะแดดไม่ดี เห็นได้ชัดว่ามี 1 คู่กะส่วนเกินอีกคน emo1170.gif
ชื่อดอยหัวหมด มาจากช่วงฤดูท่องเที่ยว จะมีนักท่องเที่ยวเยอะมาก มองไปทางไหนมีแต่หัวเต็มไปหมด


วันที่สี่ :
หลังจากรอคอยมา 3 วัน ท้องฟ้าก็เริ่มเป็นใจ เราตัดสินใจไปเก็บภาพทะเลหมอกที่ดอยหัวหมด ซึ่งดันกลายเป็นไฮไลท์ของทริปนี้ เพราะฟ้าเปิด มีทะเลหมอกเยอะแยะมากมาย หลังจากขับรถไป 20 นาที ไปถึงดอยหัวหมดตอน 6 โมงเช้า มีนักท่องเที่ยวคนอื่นอยู่บางตาเพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น จึงเลือกถ่ายรูปได้ตามสบาย
*ช่วงนี้ผมมีถ่ายวีดีโอไว้ด้วย สวยมากๆๆๆ ตั้งแต่พระอาทิตย์เริ่มขึ้น แช่ยาว 20 นาทีจนขึ้น มีหมอกพัด เอามาเร่งความเร็วดูแล้วจะเจ๋งมาก



ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น



หมอกในฤดูฝน จะต่างจากฤดูหนาว คือเบาและเคลื่อนเร็วกว่ามาก




เนื่องจากแดดดี เราจึงตัดสินใจล่องแพไปเก็บภาพที่ทีลอจ่อและสายรุ้งอีกครั้ง คราวนี้โชคดีที่ฟ้าเป็นใจ จึงได้ภาพกลับมาบ้าง



ชื่อทีลอจ่อ หมายถึง น้ำตกสายฝน



น้ำตกสายรุ้ง ถ้ามีแดดก็จะสามารถเห็นสายรุ้งได้ตลอดโดยไม่ต้องกินบะหมี่ (หา ไม่เข้าใจมุข? ไม่เคยอ่านการ์ตูนเซียนบะหมี่สีรุ้งเรอะ วู้~~~)


ล่องแพไป ชม.ครึ่ง ก็ขึ้นบกเดินเท้าไปที่ถนนอีก ชม. เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่คนไม่ค่อยใช้ ทางจึงรกทึบ ถ้าไม่มีไกด์นำทางนี่ เรียกว่าหลงป่ากันได้ง่ายๆ
หลังจากมาถึงถนน เราก็ไปเก็บรูปที่จุดสุดท้ายสำหรับทริปนี้คือหมู่บ้านกะเหรี่ยง (ไม่ใช่กะหรี่นะ) ชื่อ "ย่าโม่"

ย่าโม่เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงโบราณที่ยังไม่มีไฟฟ้าประปาเข้าถึง ยังคงไลฟ์สไตล์แบบเดิมๆไว้ค่อนข้างมาก ภายในหมู่บ้าน จะมีอยู่จุดเดียวที่ีมีไฟฟ้าที่สร้างจากโซล่าเซลล์ใช้ คือ โรงหนัง!! เมื่อเราเดินไปที่โรงหนังจะเห็นคนเต็ม ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โรงหนังที่นี่ ก็คือกระต้อบที่มีทีวี และเครื่องวีดีโอตั้งฉายหนังอยู่ ตอนที่ผมไป ทุกคนกำลังนั่งดูหนังจีนกำลังภายในอย่างมันส์ พระเอกโดนฟันแขนขาด แต่ดันกระอักเลือดออกปากอีกแล้ว

ชาวกะเหรี่ยง มีภาษาของตัวเอง ประโยคยอดฮิตที่ผมจดมาอันเดียวคือ "ย่า เอ้ น่ะ" แปลว่า I love you น่ะเอง หุหุ



บ้านกะเหรี่ยงสร้างจากพรรณไม้ที่หาได้แถวนั้น มุงหลังคาด้วยใบไม้ จึงต้องคอยเปลี่ยนซ่อมแซมทุกปี


เราสามารถแยกแยะได้ว่าใครโสดไม่โสดจากเสื้อผ้า จากรูป ผมกล้าฟันธงว่าน้องคนนี้ยังเป็นสาวโสดแน่นอน


เนื่องจากไม่ใช่หมู่บ้านท่องเที่ยว คนส่วนใหญ่จึงอายกล้องมาก ภาพส่วนใหญ่ต้องใช้กล้องวีดีโอซูมๆ เอา (~เหงอะ ไม่มีเลนส์ซูมไป ตอนนั้นจน)

กลับจากย่าโม่ตอนบ่ายสอง และเตรียมตัวกลับ กทม. เส้นทางลอยฟ้าตอนขากลับ สวยมากอีกแล้วแต่ไม่สามารถจอดรถถ่ายได้ตามเคย (~เหงอะ)

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชม.ก็กลับมาถึง กทม. เอิ้ก เหนื่อย.......... งานนี้ เน้นวีดีโอเลยไม่ค่อยมีรูปดีๆ (เพราะผมไม่สามารถใช้กล้องพร้อมกันหมดได้ เพราะเอากล้องฟิล์ม 120 / 135 / digital และ วีดีโอไป แต่ถ่ายอยู่คนเดียวเกือบหมด)

อยากไปล่องแก่งแถวนั้นอีก เพราะอุ้มผาง มีจุดท่องเที่ยวล่องแก่งอยู่ด้วย แต่ตอนนี้ยุ่งเหลือเกิน ใครจะไปเที่ยว ชวนผมไปด้วยแล้วจะได้ตากล้องชั้นดีประกันซ่อมฟรีได้ว่ามีรูปตัวเองกลับบ้านแน่ เอิ้ก!!


PS. รูปชุดนี้ size เล็กไปหน่อย เพราะทำมา 4 ปีละ และบางรูป capture มาจาก vdo
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมไปทริปถ่ายรูป(portrait?)ที่ตลาดน้ำอัมพวา (เอ๊ะ หรือเขียนว่าอำพวา?) มา แต่ด้วยจรรยาบรรณตากล้อง portrait ปกติพวกทริปถ่ายรูปคนนี่ ผมจะไม่โพสต์รูปชาวบ้าน(มากนัก) ถ้าไม่ขอเขาก่อน เพราะเอารูปชาวบ้านมาแปะๆ มากๆ เดี๋ยวจะมี stalker ตามได้

เลยจะขอเขียนถึงสถานที่อีกตามเคย

อัมพวา เป็นสถานที่ยอดฮิตในการไปเที่ยวสำหรับชาวกรุงที่เหมือนจะมาฮิตกันไม่นานนัก จากการดันรูปแบบโฮมสเตย์ขึ้นมา และการสร้าง activity อย่างล่องเรือดูหิ่งห้อย ทำให้หนุ่มๆ สาวๆ ที่คิดจะหา location จีบกัน ได้สถานที่โรแมนติก(นิดนึง)ในการไปจีบกัน และยังสามารถไปเช้าเย็นกลับได้ ใครอยากเปลี่ยนที่นอนก็ค้างได้ เพราะไม่ไกลจาก กทม.มากนัก และมีบ้านโฮมสเตย์ให้เลือกหลายเกรด ตั้งแต่บ้านชาวบ้านจริงๆ ยันรีสอร์ทที่ปลอมตัวเป็นโฮมสเตย์

ออกจาก กทม. ประมาณ 10 โมงกว่าๆ ไปเรื่อยๆ ผ่านป้ายจตุคามฯ กว่า 10 ป้ายที่เรียงรายเต็มสองข้างทาง ระหว่างทางสามารถแวะพักดอนหอยหลอดหาซื้ออาหารทะเลกินได้ตามอัธยาศัย ราคาไม่แพงนัก แถวดอนหอยหลอดนี่ เมนูอาหารเหมือนจะมีอาหารอย่างนึงที่ไม่ค่อยเห็นจากที่อื่น คือ หอยหลอด xxx (~แปลว่า เมนูหอยหลอดผัด/ทอด หรืออื่นๆ อีกบาน)

หอยหลอดทอดกระเทียม อร่อยใช้ได้ (จริงๆ เอาอะไรมาทอดกระเทียมผมก็ชอบทั้งนั้น)



หน้าร้านอาหารแต่ละร้าน จะมีเด็กเชียร์แขกมายืนโบกๆ ให้รถเข้าไป (เด็กจริงๆ ใช้แรงงานเด็กนี่หว่า ลืมถ่ายรูปไว้) แต่ที่น่ารำคาญนิดนึงคือจะมี direct sale โดยมีพวกเด็กอีกกลุ่มไปขายของตรงที่โต๊ะที่นั่งกินข้าวเลย เช่น ขนมจาก (เอ่อ น้อง จะขายก็ไม่ได้ว่าไรหรอกนะ แต่รอพี่กินข้าวก่อนได้มั้ย)

หลังจากกินกันอิ่มหนำสำราญ บ่ายแก่ๆ ก็ออกจากดอนหอยหลอด มุ่งหน้าไปยังที่พัก แต่ความที่ยังมีเวลาเหลือ เลยตัดสินใจแวะเขาวัง ที่เที่ยวยอดฮิตอีกที่นึง ก่อนจะเข้าไปอัมพวา


ผมเคยไปเขาวังครั้งสุดท้ายก่อนหน้าทริปนี้ซัก... น่าจะ 4-5 ปีมาแล้ว สมัยนั้น รถเคเบิลยังส้รางไม่เสร็จ คนที่จะขึ้นไปก็ต้องเดินขึ้นบันได้โดยระหว่างทางก็จะต้องผจญฝูงลิงที่ชอบเข้ามาตัดหน้า หรือถ้าใครถืออาหารอยู่ก็มีโอกาสโดนแย่งไปทื่อๆ ได้ แต่ตอนนี้เขาปั้ดตะนาแล้ว มีรถเคเบิลขึ้นไปถึงยอดสบายๆ เลยมาลองของใหม่กับเขามั่ง

ป้ายพระนครคีรี หรือก็คือเขาวังน่ะเอง


ทางขึ้นลงรถเคเบิล มีลวดลายแกะไว้เท่ๆ แต่ไม่ค่อยมีคนใส่ใจจะมองอยู่


รถเคเบิลที่นี่ ถ้านั่งชิดริมจะได้อารมณ์เครื่องเล่นสวนสนุกเกรดต่ำมาก เพราะไม่มีเข็มขัดนิรภัย แต่ทางเข้าซ้ายขวาูเปิดโล่ง นักท่องเที่ยวสามารถกลิ้งลงไปได้ทุกเวลาที่อยาก เวลาขึ้นลง จะมีการสวนกับรถคันอื่น มีจังหวะหักเลี้ยวพอให้เสียวเล่น สำหรับคนนั่งริม ใครอยากได้อารมณ์เที่ยวสวนสนุกไปด้วย แนะนำให้นั่งริมสุด



พอขึ้นมาถึง ก็จะมีคณะลิงๆ มาต้อนรับอย่างใกล้ชิด ด้วยความที่ผมเสี้ยนอยากถ่าย portrait ลิงด้วยเลนส์ wide ขึ้นมา (นึกถึงภาพ The Dog แล้วเปลี่ยนเป็นลิงแทน) เลยใช้เลนส์ 10 mm จ่อเข้าไปหน้าลิงแม่ลูกอ่อน หวิดจะโดนลิงมันฟัดกล้องทิ้ง เลยได้รูปอารมณ์แปลกใหม่มา
คำเตือน คนมีสติอย่าเลียนแบบเด็ดขาด อันตรายมาก!! คนถ่ายเองยังสำนึกผิดได้ทีหลังจากเกือบโดนฟัด


เขาวัง ในอดีตก็ตามชื่อ เคยเป็นวังที่ประทับของ ร.4 (น่าจะนะ ข้อมูลใช้ความจำห่วยๆ จำเอา กรุณาตั้งสติก่อนเชื่อ) ด้านบนก็จะมีพิพิฒภัณฑ์ และที่ประทับให้เดินดูเล่นได้ เช่นห้องนอน ห้องอาบน้ำ etc... แต่ทั้งหมด ห้ามถ่ายรูปด้านใน (ดังนั้นปกติผมจะไม่นิยมไปเที่ยวพวกวังทั้งหลาย)

ต้นไม้ที่ปลูกทั่วไปบนเขานั้น


ซิลลูเอทซะนิดนึง


อะไรก็ไม่รู้ที่เกิดนิมิตรอยากถ่ายขึ้นมา ทั้งที่ยังไม่เข้าใจว่ามันสวยตรงไหน


เดินไปเดินมา แดดร่มลมตก ถ่ายรูปกันไปหลาย (รูปคนทั้งนั้น ไม่ค่อยมีรูปวัง) พอร้อนได้ที่ เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาเดินไล่ (ที่นี่ปิด 4 โมงเย็น) เลยลงจากเขา หาซื้อของินของฝาก และชักภาพที่ระลึกกับป้ายก่อนกลับ (เพิ่งนึกได้ตอนจะกลับเรอะ)


ออกจากเขาวัง ก็มุ่งหน้าไปเก็บของที่ที่พัก แล้วไปต่อที่ตลาดน้ำอัมพวา โดยเอารถไปจอดในวัด (จำชื่อไม่ได้#1) แล้วก็นั่งเรือที่ติดต่อไว้ก่อนให้มารับ (เหมาลำละ 600 / แต่ถ้าจ่ายรายคนรู้สึกว่าจะคิดคนละ 100)
พอลงเรือ คนขับจะบอกให้ใส่ชูชีพ เพราะมี จนท.คอยตรวจเช็คที่ท่า


เรือดูหิ่งห้อย ที่ไม่รู้จงใจเขียนผิดเป็น"หิงห้อย"รึเปล่า (ตกไม้เอก)


แถวตลาดน้ำ ตรงโซนที่เป็นเมือง ก็จะมีขายของเต็ม 2 ข้างถนน เหมือนตลาดโต้รุ่งทั่วไป แต่ที่ต่างคือจะมีของอารมณ์ประมาณ โปสการ์ดทำเอง หรือเสื้อทำเองขาย หรือ มีโบโซ่วณิพก มาเล่นดนตรีข้างทาง


เดินต่อไปอีกหน่อย ก็จะถึงส่วนที่เป็นตลาดน้ำ มีเรือขายพวกก๋วยเตี๋ยวและอาหารอื่นๆ และมีร้านค้าสารพัดริมน้ำ แต่คนอัดกันยั้วเยี้ย


ส่วนที่เป็นตลาดน้ำของอัมพวา เป็นตลาดเย็น ซึ่งจะต่างกับที่ดำเนินสะดวกที่เป็นตลาดเช้า แถมยังอยู่ไม่ไกลกันมาก เรียกว่า ไปที่โน่นตอนเช้า ตกเย็นมาต่อที่นี่ได้เลย ร้านรวงก็ดูจะมีสไตล์อยู่หลายๆ ร้าน เช่นร้านนี้ที่แอบขึ้นมาถ่ายวิวด้านบน (เง้ย ขอแล้ว ไม่ได้แอบ)

ง่า จำชื่อร้านบ่ได้


ในร้าน(ชั้น 2) ตกแต่งเหมือนแต่งไว้ให้ถ่ายรูป






และยังมีร้านขายโปสการ์ดอารมณ์แนวๆ อย่างร้าน โลกนี้มีใบเดียว ของลุงแจ็ค


คนที่ซื้อโปสการ์ดตรงนี้ ก็สามารถมาขีดๆ เขียนๆ แต่งโปสการ์ดมาหย่อนตู้ในร้านได้ ที่นี่มีบริการไปส่งให้ฟรี (ขอค่าโฆษณาร้านหน่อยจิ)




หลังจากออกจากร้านมาตอน 2 ทุ่ม ก็ได้เวลาไปล่องเรือดูหิ่งห้อย.. main event (รึเปล่า) ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มาอัมพวาจะต้องมาลอง ว่าแล้วเราก็พากันแห่ขึ้นเรือ speed boat ที่เช่าไว้

ลุยเล้ยยยยยย


speed เร็วกว่านรก แซงเรือดูหิ่งห้อยทุกลำแถวนั้น ขาดลอย


หลังจากเร่ง speed มาได้ซักพัก ก็จะมาถึงโซนที่มีต้นลำพู ซึ่งเป็นต้นไม้ที่จะมีหิ่งห้อยอยู่

รู้ไว้ใช่ว่า
หิ่งห้อยกะพริบแสง เพื่อสื่อสารและการผสมพันธ์ (คงจะจีบกัน)
http://www.rspg.org/firefly/ff1.htm
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2

ดูไปได้สักพัก ก็จะเริ่มเบื่อ คนขับคงรู้ว่าขืนพาดูหิ่งห้อยไปเรื่อยๆ คนดูจะเมื่อยก้นซะก่อน เลยพาไปดูต้นไม้ที่มีการทำ event ไำว้ โดยเอาตุ๊กตาผ้ามาแขวน ทำเหมือนมีคนมาห้อยอยู่ใต้ต้นไม้ (แหม่ ช่างคิด!! อีกหน่อยคงมีทริปดูเปรตกู้ ควบ หิ่งห้อย)

หลังจากดูหิ่งห้อย และหลงทางอีกนิดหน่อย ก็กลับมาสู่ที่พักติดแอร์หรูหรา

(ผ้าขะม้าบ่ใช่ของโผม)

เช้ามา... (เริ่มขี้เกียจเขียนแล้ว เหนื่อย จะขอเล่าย่อๆ เป็นนิทานประกอบภาพ)

เดินชมสวน ถ่ายดอกไม้ต้นไม้ไปตามเรื่อง


แล้วก็ไปแวะวัดอะไรซักอย่าง เพื่อทำสังฆทาน และแวะถ่ายรูปแกะสลักหรูหรา


ซูมดูใกล้ๆ




พยายามถ่ายให้มีจตุคามฯ ติดในรูป เผื่อจะเอาไปลง นสพ.


แล้วไำปแวะวัดที่มีต้นไม้ล้อมรอบโบสถ์ เหมือนจะเคยลงใน unseen thailand

(มุมยอดฮิต เลียนแบบรูปถ่ายที่แปะไว้ใกล้ๆ กัน)

ด้านหลังโบสถ์ มีแกะลอยอาถรรพ์ มิติพิศวง


ข้างในเป็นเสา (คาดว่าจะเคยตกน้ำมัน)


แล้วไปต่อที่โบสถ์ virgin mary


ด้านใน ประดับด้วยกระจกสีหรูหรา




หลังจากนี้ ก็มีไปแวะที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก และอุทยาน ร.2 ( 2 วัน ทำไมไปได้หลายที่นักฟะเนี่ย) แต่ไม่มีรูปวิว (มีแต่คน ค้น คน) เป็นอันจบทริป

โอย ยาวจัง



ถือโอกาสเอาของเก่าๆ ที่เคยเขียนใน blog เก่าๆ มาแปะ จะได้รวมอยู่ในอันเดียว

เมื่อซักปีปลาย 48
ด้วยความที่ต้องไปออกงานที่ NY (ไอ้ฮอลล์ข้างล่างเนี่ย) เลยถือโอกาสนั่งเครื่องต่อไปชิคาโก้หาเพื่อนโรม หนีเที่ยวต่ออีกอาทิตย์


ช่วงไปทำงาน พักที่พักหรูหรา

มาถึงห้องเพื่อนโรม เพื่อนโรมกุมขมับ หาที่นอนไม่ได้ มีแต่กองดีวีดีกับขยะเต็มห้อง

วันแรก เหมือนเมืองมีจราจล เพราะไอ้ GO SOX มันชนะลีกพอดี (ทีมเบสบอล) รถบีบแตรกันมั่ว ข้างถนนมีพวกถือไม้เบสบอลเดินโหวกเหวก ตึกก้อเปิดไฟกันยังงี้เลย

ไปเดิน millenium park มีแท่งปริศนาตั้งอยู่กลางสวน

พร้อมกะทรงกลมปริศนา ที่ข้างในปิดซ่อมมาครึ่งปีแล้ว

ตามทางเดิน มีเป็ดวางกับดักไว้เต็มไปหมด พลาดเหยียบไปเต็มตีน

ไม่มีที่ไป เข้าไปเดินสวนสัตว์แถวบ้านตาโรม lincoln park zoo เข้าฟรี แต่ดีกว่าสวนสัตว์บ้านเราแฮะ

มีไอ้ตัว mole rat (หนูตุ่น?)

พฤติกรรมฮามาก เอาแต่นั่งขุดไม้ กะนอนเกยกันไปเกยกันมา

กอริลล่า เก้กท่าให้ถ่าย


วอลลัส




เพนกวิน โคตรชอบ น่าเอามาเลี้ยงซักตัว

เพนกวินดำน้ำ

ลูกนกเพนกวินเตาะแตะ


อยากลงน้ำ แต่กล้าๆ กลัว ๆ

เนื่องจากไม่มีคนนำเที่ยว เพื่อนโรมชิ่งไปเรียน ทิ้งให้ร่อนต่อเอง เลยไล่เข้า museum ในเมือง จะมีที่รวม museum อยู่ เริ่มด้วย

john shredd aquarium

แมงกะพรุน



โลมาที่เอาไว้แสดง ด้านล่างให้ไปดูมันดำน้ำเล่นได้

ปลาสุดโหล


กาเมล่า


ปูขึ้นเหลา

รวมๆ aquarium มีปลาเยอะ แต่ไม่ค่อยมีไรเด็ด ค่าเข้า 15$

ออกจาก aqurium ก้อไปต่อที่ field museum (วันอังคารเข้าฟรี)

มีของขึ้นชื่อคือ Sue เป็นกระดูก T-Rex ที่มันโม้ว่าสมบูรณ์สุดในโลก

มีนิทรรศการของอียิปต์ พวกมัมมี่ ซากพีรามิด ข้างล่างคือมัมมี่นก

โซนอินเดียนแดง บรรยากาศหลอนมาก มีไอ้พวกหน้ากาก shaman(king) กะ totem ploe เต็ม

สัตว์สตาฟต์ ที่ทำมาเนียนกว่าสวนสัตว์บ้านเราเยอะเลยแฮะ

จบไปอีก 1 วัน เดินตากฝนกลับบ้านเพื่อนโรมอุณหภูมิเฉียด 0 หลงทางอีกต่างหาก เกือบตาย

เช้าวันต่อมา เพื่อนโรมว่างหน่อยนึง เลยขับรถไปถ่ายรูปแถวริมน้ำใกล้ๆ



ถ่ายเข้ามาที่เมือง เห็นกันชัดๆว่าทำไมแถวนั้นฝนตกตลอดฟะ ที่อื่นไม่ตก ไปเที่ยวที่ไหนดันฝนตกที่นั่น

ครึ่งบ่าย เพื่อนโรมไปเรียน จับมาโยนทิ้งที่ sience museum (ลืมถ่ายด้านหน้า) วันพุธ เข้าฟรีอีกตามเคย

ด้านใน มีของภูมิใจเสนอของมันคือ U505 เป็นเรือดำน้ำโซเวียตที่ยึดมาได้สมัยสงครามโลก

ลงทุนขุดห้องใต้ดินแล้วยัดเรือดำน้ำทั้งลำลงไป ดูแล้วเหมือนฐานทัพขบวนการลับในหนัง james bond

apollo เท่าไรซักอย่างนี่ล่ะ

โซนหุ่นยนต์ มีของเล่นหุ่นโบราณมาโชว์ (ในรูปมันไอ้หุ่นเหล็กหมายเลข 28 ที่สมัยก่อนช่องไรซักช่องฉาย)


fairy tale บ้านตุ๊กตา ของดาราบ้าของเล่นซักคนนึง ของแต่ละชิ้นไปรวบรวมมาแบบเว่อร์ๆ จัดในสไตล์เทพนิยายเรื่องต่างๆมายำๆรวมกัน

วันนี้นั่ง taxi กลับ ราคาขูดเลือดซิบๆ ใกล้เหี้ยๆแต่โดนไป 15$ นั่งไม่ถึง 10 นาที รู้สึกเหมือนถูกโกงมิเตอร์ - -
วันต่อมา เพื่อนโรมว่าง เลยขับรถไปสวนต้นไม้ไรซักอย่าง กะว่ามาถูกเวลาชัวร์แล้ว fall พอดี ใบไม้กะลังแดง
(ลืมถ่ายป้าย) ค่าเข้าไม่กี่ตังค์

คนขับรถ อันตรายสุดๆ ใครจะไปนั่งรถเพื่อนโรมขอเตือน เข็มขัดนิรภัยเสีย + ฝีมือขับรถสุดตรีน


มาถึง ต้นไม้สวย แต่ฟ้าระยำ ขาวโพลน ไม่มีแดด ฝนทำท่าจะตกอีกตะหาก กรำ มาเที่ยวช่วงพายุเข้า

เจอต้นไม้สีแปลกดี ฟากนึงแดง ฟากนึงเขียว

ที่เที่ยวคนแก่ มานั่งสเกตซ์รูป



ตกบ่าย เพื่อนโรมไปเรียนอีกตามเคย จับมาโยนที่ตึก john hankock จุดชมวิวเมืองพม่า

วิวมองลงมา ถ่าย pano ไว้แต่ยังไม่ว่างต่อรูป



พอลงจากตึกปุ้บ แดดหุบ ฝนตกอีกตามเคย เดินหลงทางตากฝนกลับ เกือบตายอีกวัน = =
พฤหัส พักรักษาตัว 1 วัน แต่อาการหวัดไม่ค่อยดีขึ้น เนื่องจากสภาพห้องเพื่อนโรมพรนฝุ่นหนา + heater เสีย + หน้าต่างเสียปิดไม่ได้

ศูกร์ ขับรถข้ามรัฐ ไปรับเพื่อนโอเงี่ยน ไป great smokey mountain
ระหว่างทางไป ขับอ้อมหาวิวถ่ายรูป แต่แดดห่วยตามเคย

เมาน้ำเปล่า คึกใหญ่ เปลี่ยนคนขับ เปลี่ยนรถ ชีวิตปลอดภัย

เป็นอุทยานแห่งชาติมั้ง ได้ชื่อนี้เพราะแถวนั้นหมอกจัด(มั้ง)

ขับรถขึ้นไปได้ถึงบนยอด ข้างทางมีลำธารให้ตกปลากะถ่ายรูปเล่นได้

มี trail ให้เลือกเดิน ใครซักคนอยากไปน้ำตก เดินไป 3 ชม.เกือบตาย ไปถึงมีน้ำตกแค่เนี้ย (มีเด็กฝรั่งนั่งประกอบฉาก)
ตกเย็น ตั้งแคมป์ไฟ อาการโคตรหนาว (self portrait)

เล่นกะไฟ

ตี 4 ตื่นมาเกือบแข็งตาย เผ่นกลับไปกินข้าวในเมือง แล้วกลับมาถ่ายดวงอาทิตย์ขึ้น มีทะเลหมอกพอหรอมแหรม

ผิดหวังนิดหน่อยกะวิว เลยขับรถเล่นแถวนั้นต่อ เจอที่นี่ วิวดีสุดๆ

ที่ใกล้ๆกัน มีหมอกกะแสงแดด เท่ดี

ใกล้ๆกันมีถนนชื่อ tail of the dragon (จริงๆเป็นป้ายชื่อร้านแต่งรถที่ถนนนั้น) อารมณ์คล้ายๆเส้นทางลอยฟ้าทางไปทีลอซู คดๆ แคบๆ เป็นที่รวมของสิงห์นักบิด

ขากลับ แวะสวนไรซักอย่าง ถ่ายรูปเล่น
ต้นไม้ข้างทาง


และอื่นๆ








เหงอะ หมดแล้ว