Review-Book

2007/Oct/05

วันนี้ไปสอบวิชาที่ open book ได้ กะว่างานนี้ไม่ต้องอ่าน ไปพลิกๆ เอาในห้องสอบ แต่ดันป้ำๆ เป๋อๆ หยิบหนังสือผิดวิชาเข้าไป เลยไม่มีไรให้เปิด เอ่อ... (ไม่รู้จะเขียนอะไร)

ไม่ค่อยตรงหัวข้อเท่าไร กลับมาประเด็นตามหัวข้อดีกว่า

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมได้อ่านหนังสือ speaker for the dead (วาทกะแด่ผู้ล่วงลับ)



หนังสือภาคต่อของเกมพลิกโลก (ender's game) ซึ่งเป็นซอฟต์ไซไฟ

เนื้อหาของเล่มนี้ โดยรวมๆ แล้วไม่มีอะไรมาก แต่ประเด็นหลักที่เรื่องนี้นำมาเล่น มันกลับมีอะไรที่พาให้นึกถึงโลกทุกวันนี้ซะเหลือเกิน

เนื้อเรื่องของวาทกะแด่ผู้ล่วงลับ (ไม่ค่อย spoil มั้ง) เริ่มโดยพูดถึงเอนเดอร์ วีรบุรุษสงครามจากเล่มที่แล้ว ออกเดินทางเพื่อไถ่บาปที่ตัวเองแบกรับไว้ในใจ ผ่านเวลากว่า 2 พันปีในฐานะวาทกะแด่ผู้ล่วงลับ ที่จะสื่อความจริงของผู้ล่วงลับ ให้ผู้ที่ยังมีชีวิตเข้าใจ เนื่องจากเอนเดอร์เป็นอัจฉริยะที่มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้ง เขาจึงเดินทางไปทั่ว เพื่อเยียวยาผู้มีชีวิต พร้อมเยียวยาหัวใจตัวเอง จนไปถึงดาวดวงนึง.... ที่เขาจะมีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

ประโยคที่ดีมากเรื่องนึงของเล่มนี้ คือ
When it comes to human beings, the only type of cause that matters is the final cause, the purpose. What a person had in mind. Once you know what people really want, you can't hate them anymore. You can fear them, but you can't hate them, because you can always find the same desires in your own heart."

"เมื่อกล่าวถึงมนุษย์ สาเหตุที่สำคัญที่สุดคือความตั้งใจ สิ่งที่อยู่ในใจเขานั่นเอง หากคุณรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาต้องการอะไร คุณจะเกลียดเขาไม่ลง คุณอาจจะกลัวเขา แต่ไม่อาจเกลียดเขาได้ เพราะคุณเองจะพบความปราถนาเฉกเช่นเดียวกันในหัวใจคุณเสมอ"


ทุกวันนี้ คนเราพยายามมองในมุมมองของตัวเอง โดยไม่แม้แต่จะคิดถึงความคิดของคนอื่น โดยเฉพาะในโลก online ที่เราจะพบเห็นการด่าหรือต่อว่าคนที่เห็นต่างจากตัวเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่จริงๆ แล้ว หากเราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับคนที่เราว่า เราเองก็อาจจะทำเช่นเดียวกับคนที่เราว่าไปก็ได้ ต่างกันแค่ ขณะนั้นเราสวมหมวกใบไหนเท่านั้นเอง

เรื่องที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็ยังคงเป็นสิทธิของเราที่จะมองต่าง เพราะคนเรายืนอยู่บนจุดที่ต่างกัน เราย่อมเลือกที่จะรักษาสิทธิ์ของเราก่อนคนไกลตัว แต่ถ้าเราจะนึกถึงความคิดคนอื่นมากขึ้น เคารพความแตกต่างกันมากขึ้น สังคมก็อาจจะดีขึ้นโดยไม่ต้องอ้างศีลธรรมจริยธรรมไปยัดเยียดใส่ในกฏหมายก็ได้


ลด ละ เลิก การด่าชาวบ้านวันละนิด จิตแจ่มใจ

edit @ 23 Oct 2007 02:14:23 by AccBLue

2007/Apr/04

ช่วงงานหนังสือ ใครๆ ก็พากันมี list หนังสือที่ซื้อมากันเป็นประเพณี แต่ความที่ผมแทบไม่ได้ซื้ออะไรซักเท่าไรเลยในงานคราวนี้ เลยขอเขียนถึงเรื่องที่อยากจะเขียนมานานแล้วกัน เผื่อมีใครผ่านมาอ่านจะอยากซื้อขึ้นมาบ้าง



จันทราปฏิวัติ (The moon is a harsh mistress) โดย Robert A. Heinlein เป็นนิยายscifi รางวัลฮิวโกที่ออกจะติดแนว political พอควร (Heinlein เขียนแนวนี้ไว้หลายเล่มเหมือนกัน เช่น double star) โดย เป็นเรื่องราวในอนาคตอันไม่ไกลนัก เมื่อมนุษย์เริ่มประสบกับปัญหาประชากรล้นโลก ประกอบกับเริ่มมีเทคโนโลยีในการสร้างอาณานิคมบนดวงจันทร์ ประเทศต่างๆ จึงได้มีการส่งนักโทษขึ้นไปกักขังบนดวงจันทร์ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการกรงขังธรรมชาติ เพราะมีสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย และนักโทษจำนวนมากที่ปรับตัวไม่ได้จะตายไป (จึงเรียก moon ว่า harsh mistress หรือ แม่เลี้ยงใจร้าย)
เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ก็เกิดคน generation ใหม่ขึ้นมา คือลูกๆ ของนักโทษบนดวงจันทร์ ซึ่งเป็นชาวจันทราเต็มตัว แต่สภาพของคนเหล่านี้ ก็ยังคงถูกกดขี่โดยพัสดีผู้คุมเรือนจำจันทราอยู่ดี ทรัพยากรต่างๆ ที่หาได้จะต้องถูกบังคับส่งไปขายให้กับโลกในราคาถูก และตกอยู่ในสภาพเหมือนรัฐเผด็จการ ซึ่งถูกปกครองโดยพัสดีจากทางโลก
แมนูเอล หรือแมนนี่ เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ ชนชั้นกลางธรรมดาคนหนึ่งซึ่งใช้ชีวิตอย่างปกติสุขกับหน้าที่ซ่อมบำรุงซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมระบบทุกอย่างในจันทรา แต่อยู่มาวันหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นได้ "ตื่น" หรือมีชีวิตรับรุ้ตัวตนขึ้นมา เขาจึงตั้งชื่อคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นว่า "ไมค์" ซึ่งกลายเป็นคอมพิวเตอร์มีชีวิตผู้ชื่นชอบศึกษาเรื่องตลกและชอบเล่นตลกกับคนเพื่อความสนุก
แล้วแมนนี่ก็ได้จับพลัดจับผลูไปมีเอี่ยวกับกลุ่มปฏิวัติจันทรา ที่พยายามจะปลดแอกจันทราจากโลกจากการที่ไปรู้จักกับไวโอมิ่ง น้อต หญิงสาวที่มีความแค้นส่วนตัวกับรัฐบาล และจารย์ ศาสตราจารย์่ผู้หลงใหลศาสตร์แห่งการปฏิวัติ จึงเกิดการร่วมมือกันของกลุ่มก่อการแปลกๆ ระหว่าง 3 คนและ 1 เครื่องขึ้น เพื่อปลดแอกจันทราที่มีแต่คนไร้อาวุธจำนวนหลักหมื่น ต่อสู้กับชาวโลกที่มียานรบครบครัน

การดำเนินเรื่องของเรื่องนี้ ช่วงต้นๆ ถ้าอ่านครั้งแรก ออกจะเอื่อยไปซักหน่อย เพราะมีการแทรกสังคมหลายๆ อย่างของชาวจันทรา และจะอินมากขึ้นเมื่ออ่านรอบถัดไปถ้าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือแนว สามก๊ก คือนิยายแนวที่มีการต่อสู้เชิงความคิด วางแผนชิงไหวชิงพริบ อ่านแล้วน่าจะถูกใจ กับการต่อสู้ทั้งด้านการทูตและด้านการวางแผนการรบ เพื่อปลดแอกจันทรา และตัวเรื่องก็ยังคงความเป็นไซไฟ มีการพูดถึงเทคโนโลยีของจันทราแทรกไว้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน และการตั้งคำถามปรัชญายอดฮิตของนิยายไซไฟ อย่าง ชีวิตคืออะไรกันล่ะ แล้วคอมพิวเตอร์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกนี่ เรียกว่ามีชีวิตมั้ย ตัวละครหลักแต่ละคน ต่างก็มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเองและน่าสนใจ โดยตัวเอก เป็นเหมือนตัวแทนชนชั้นกลาง ที่ไม่ได้เดือดร้อนกับการกดขี่ของรัฐบาลนัก แต่ทำไปด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง จารย์ ที่มองการปฏิวัติเป็นเหมือนงานศิลปะและความชอบส่วนตัว นางเอกที่ทำเพราะแค้นเรื่องส่วนตัว และไมค์ คอมพิวเตอร์มีชีวิต ที่ร่วมปฏิวัติเพียงเพราะอยากเล่นสนุก
ด้วยความที่ผมชอบนิยายไซไฟ และแนวคิดหลายๆ อย่างของตัวละครในเรื่องนี้ก็โดนใจ อย่างแนวคิดของจารย์
"I am free, no matter what rules surround me. If I find them tolerable, I tolerate them; if I find them to obnoxious, I break them. I am free because I know that I alone am morally responsible for everything I do."
ซึ่งแสดงถึงความเป็นปัจเจกนิยม ที่ดูออกจะตามใจตัวเอง แต่จริงๆ แล้ว คนที่ตระหนักถึงเรื่องนี้ จะเป็นคนที่รับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองกระทำเสมอ ไม่ว่ามันจะถูกหรือไม่ถูกกฏหมาย เพราะรู้ดีว่าแต่ละคนก็มีไม้บรรทัดประจำตัวเอง และจะไม่พยายามเอาไม้บรรทัด หรือ ความถูกต้องของตนเอง ไปยัดเยียดให้คนอื่น แล้วเรียกตัวเองว่าวีรบุรุษ เพราะทุกสิ่งที่ทำไป ก็เพราะตนเองต้องการทำเอง แม้แต่การปฏิวัติจันทรา (เอ๊ะ คุ้นๆ)

ถึงจะอ่านเรื่องนี้จบไป 3 รอบ ผมก็ยังซาบซึ้งกับตอนจบ เหมือนกับทุกครั้งที่หยิบสามก๊กขึ้นมาอ่าน ถ้าใครที่ชอบนิยายแนวไซไฟที่ไม่เน้นวิทยาการจ๋านัก หรือชื่นชอบหนังอย่าง V for vendetta อย่าลืมผ่านไปซื้อที่ สนพ.เอเอสเค มีเดียนะครับ


ปล. ลืมพูดถึง Heinlein ไปซะได้ Robert A. Heinlein ผู้แต่ง เป็นหนึ่งในนักเขียนนิยายไซไฟระดับปรมาจารย์ในอเมริกา มีเรื่องที่ดังมากๆ อาจจะเยอะกว่า isaac asimov ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่เขียนหลากหลายแนว และบางแนวอาจจะไม่ค่อยเหมาะกับสภาพสังคมไทย เลยทำให้ไม่ค่อยดังนักในไทย เรื่องอื่นๆ ของ Heinlein ที่ผมเคยอ่านก็เช่น
- Stranger in a strange land (hugo award) ดังสุดๆ ในอเมริกา เคยมีคนแปลในชื่อ เขามาจากดาวอังคาร แต่ตัดสำนวนไปซะเหี้ยน แนวเรื่องออกจะศาสนามาก และหมิ่นเหม่น่าดู อ่านยังไงก็ยังสงสัยว่าเป็นไซไฟจริงรึเปล่า
- Starship troopers เป็น military sci-fi ที่เหมือนเป็นคนละเรื่องกับหนัง แทบไม่มีฉากสงครามเลย เน้นแต่เรื่องการฝึกของพระเอกบนโลก นี่ก็ military จ๋า
- Have spacesuit will travel - ลุยอุตลุดไปกับชุดอวกาศ เรื่องแนวเด็กๆ ลงหน่อย ไฮไลน์เขียนซีรี่ย์ผจญภัยในอวกาศไว้หลายเล่ม เรื่องนี้เขียนมาตั้งแต่สมัยไม่มีชุดอวกาศใช้กัน แต่ไฮไลน์จินตนาการไว้ได้ใกล้ของจริงมาก
- The door into summer อ่านสนุกทีเดียว เป็นเรื่องราวแนว time travel ตัวเอก cold sleep ไปตื่นในอนาคตอีก 40 ปีข้างหน้า แต่ความที่เรื่องเขียนมานานมาก พล็อตเรื่องนี้เลยโดนเรื่องอื่นที่เขียนทีหลัง หยิบไปใช้จนพรุนหมดแล้ว
- The puppet master ชื่อคล้ายๆ หนังผี แต่จริงๆเป็นหนังมนุษย์ต่างดาวยึดร่างมนุษย์ ไม่เคยอ่านหนังสือ แต่ดูในหนัง พล็อตก็โดนหยิบไปใช้กันจนพรุนเหมือนกัน แต่ก็ดูสนุกดี หนังสือของ heinlein ที่เอามาทำหนังนี่ มีแต่แนวมนุษย์ต่างดาวบุกโลกแฮะ ทั้งๆ ที่ heinlein เขียนเื่องแนวนี้้น้อยมาก

สรุปว่า Heinlein นี่ สนุกเป็นเรื่องๆ แล้วแต่คนชอบ เพราะเขียนไว้หลายแนวจริงๆ


tag : นิยายไซไฟ นิยายวิทยาศาสตร์ ไซไฟ sci-fi